SO ๒๑๐๑ ความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ (Introduction to Political Science)
เป็นสื่อกลางสำหรับผู้ศึกษาวิชาความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย
วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567
๐๕ ปรัชญาการเมือง
๐๕ ปรัชญาการเมือง
หัวข้อบรรยายวิชาความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ในสัปดาห์นี้ เป็นเรื่อง ปรัชญาการเมือง ซึ่งครอบคลุมหัวข้อย่อย คือ ๑) ความหมายของปรัชญาการเมือง ๒) ลักษณะปรัชญาการเมืองคลาสสิก ๓) ลักษณะของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ ๔) ลักษณะของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ และ ๔) ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่และโลกปัจจุบัน ดังจะได้นำเสนอตามลำดับดังต่อไปนี้
๑.ความหมายและกำเนิดของปรัชญาการเมือง
ปรัชญาการเมืองตามกำเนิดนั้น เป็นแขนงหนึ่งของปรัชญา ( Philosophy) เพื่อที่จะเข้าใจความหมายของปรัชญาการเมือง (Political philosophy) เราจึงควรทำความเข้าใจความหมายของคำว่าปรัชญาเสียก่อน
ปรัชญาความหมายดั้งเดิม หมายถึง ความรักในปัญญา (Love of wisdom) แต่ผู้แสวงหาปัญญาหรือปรัชญาเมธี (Philosopher) นั้น แสวงหาปัญญาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอะไร
หลักฐานที่ปรากฏแสดงว่าปรัชญาเมธีคนแรกๆ ได้แก่ ผู้ที่พูดถึง “ธรรมชาติ” เพราะฉะนั้นธรรมชาติจึงเป็นสาระสำคัญของปรัชญา แต่ธรรมชาติ หมายถึงอะไร คำตอบก็คือว่า ธรรมชาติ หมายถึง คุณลักษณะ (Character) ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง “มี” หรือ “เป็น” หรือ “กระทำ” นี่คือความหมายเดิมของ”ธรรมชาติ” ในสมัยที่ “วิทยาศาสตร์” ยังไม่ได้มีการแยกตัวออกไปจากปรัชญา
แต่ไม่ว่าเราจะเข้าใจความหมายของธรรมชาติอย่างไร ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่าธรรมชาติย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะเข้าใจกันได้ ”โดยธรรมชาติ” หากธรรมชาติเป็นสิ่งที่จะต้องถูกค้นพบ การค้นพบธรรมชาติ หมายถึง การแยกแยะปรากฏการณ์ทั้งหลายออกไปเป็นปรากฏการณ์ที่ธรรมชาติและปรากฏการณ์ที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ปรัชญาเมธี คือ ผู้ที่แสวหาและแยกแยะปรากฏการณ์ดังกล่าวออกจากกัน
อย่างไรก็ดีก่อนที่มนุษย์จะรู้ว่าธรรมชาติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอย่างไร ก็ใช่ว่ามนุษย์จะไม่มีความคิดอะไรเลยเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งต่างๆก็หาไม่ เพียงแต่ว่าสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นธรรมชาติของสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นเพียงความเห็น (Opinion) ซึ่งอาจจะถูกหรืออาจจะผิดก็ได้ นั่นคือ ความเห็นของมนุษย์ที่เกี่ยวกับธรรมชาตินี้อาจเป็นความรู้ (Knowledge) หรืออาจจะไม่เป็นก็ได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ก่อนการค้นพบธรรมชาติ มนุษย์เราอยู่ด้วยความเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเห็นที่เชื่อถือตามกันมาและให้ความสำคัญว่าเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี การแยกแยะระหว่างธรรมชาติและขนบธรรมเนียมประเพณี จึงเกิดขึ้นพร้อมๆกันกับการค้นพบธรรมชาติและการเกิดของปรัชญา หรืออาจกล่าวว่า ปรัชญาหรือความพยายามที่จะทดแทนความเห็นด้วยความรู้หรือความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาตินั่นเอง
แนวโน้มของปรัชญาที่โยงเอาปัญหาของมนุษย์เข้าไว้ด้วยนั้น เริ่มต้นด้วยโสกราติส (Socrates 469-399 B.C.) เพราะโสกราติสเป็นผู้เริ่มตั้งคำถาประเภทที่ว่า อะไรคือความดี อะไรคือความกล้าหาญ อะไรคือความยุติธรรม อย่างจริงจัง จะเห็นได้ว่าคำถามเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะใกล้ตัวมนุษย์ยิ่งกว่าคำถามทางปรัชญาเมธีรุ่นแรกๆตั้งเท่านั้น หากแต่ยังมีผลกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงและโดยตรงต่อความเห็นในเรื่องทางการเมืองของชุมชนอีกด้วย
แม้แต่ความเห็นที่ทรงอานุภาพมากที่สุดในสังคม อันได้แก่ความเห็นของรัฐที่ออกมาในรูปกฎหมายก็ต้องถูกกระทบกระเทือนด้วย ทั้งนี้ก็เพราะในทุกชุมชนกฎหมายเท่านั้นที่มีอำนาจสูงสุดที่กำหนดว่าการกระทำอย่างไรจึงจะเรียกว่ายุติธรรม อย่างไรจึงจะเรียกว่าไม่ยุติธรรม อย่างไรจึงจะเรียกว่าดี อย่างไรจึงจะเรียกว่าไม่ดี ดังที่เราจะพบว่าข้อพิพาทระหว่างปัจเจกชนนั้น เมื่อเกิดขึ้นก็ต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องตัดสิน
แต่สำหรับโสกราติสแล้วกฎหมายหรือความเห็นของผู้มีอำนาจในชุมชน (ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มน้อยหรือคนหมู่มาก) ก็เป็นเพียงความเห็นหรือขนบประเพณีเหมือนกัน การตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต ศีลธรรม สิ่งที่ดีและสิ่งที่ชั่วของโสกราติสในแง่หนึ่งนั้นจึงกลายเป็นการตั้งข้อสงสัยเอากับรากฐานที่สำคัญที่สุดของชุมชนทางการเมือง
เราจึงยกย่องให้โสกราติสเป็นบิดาของปรัชญาการเมืองก็เพราะว่า ในทางปฏิบัติแล้วคำถามของโสกราติสพยายามที่จะก้าวออกไปให้พ้นจากขอบเขตของความเห็นทั้งปวง พร้อมๆกับชี้แนะไปยังการคงอยู่ของระเบียบทางการเมืองที่ดีที่สุดที่เป็นสากล
ปรัชญาของโสกราติสกลายเป็นปรัชญาการเมืองก็เพราะการกระทำที่มีลักษณะเป็น ”การเมือง” นั้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในชุมชนใด ย่อมเป็นการกระทำที่มุ่งจะเปลี่ยนแปลงหรือคงรักษาไว้ เมื่อมุ่งจะเปลี่ยนแปลงก็ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และเมื่อมุ่งที่จะรักษาก็ต้องมุ่งรักษาสิ่งที่ดีไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง นั่นคือ การกระทำทางการเมืองย่อมต้องมีความรู้ในเรื่องสิ่งที่ดีละสิ่งที่เลวเป็นเครื่องชี้ทางเสมอ
สรุปความได้ว่า แม้ว่าโสกราติสจะมิใช่ปรัชญาเมธีคนแรก แต่โสกราติส คือ บิดาของปรัชญาการเมืองอันเป็นสาขาของปรัชญาที่ว่าด้วยเรื่องใกล้ตัวมนุษย์มากที่สุด ปรัชญาการเมือง ณ จุดเริ่มต้นจึงหมายถึง ความพยายามที่จะทดแทนความเห็นในเรื่องธรรมชาติของการเมืองด้วยความรู้ในเรื่องธรรมชาติของสิ่งที่เป็นการเมือง ทั้งยังเป็นความพยายามที่จะรู้ทั้งธรรมชาติของสิ่งที่เป็นการเมือง และระเบียบทางการเมืองที่ถูกต้องที่ดีด้วยพร้อมๆกัน
๒.ลักษณะของปรัชญาการเมืองคลาสสิก
ลักษณะของปรัชญาการเมืองคลาสสิกมีอย่างน้อย ๓ ประการ คือ ๑)การแสวงหาคำตอบว่า ระเบียบทางการเมืองที่ดีที่สุดเป็นสากล ๒)การเน้นเรื่องรัฐที่ดีที่สุด และ ๓)การแยกแยะระหว่างความรักในสิ่งที่เป็นของตนเองและความรักในสิ่งที่ดีออกจากกัน ดังจะได้อธิบายตามลำดับดังต่อไปนี้
๑) การแสวงหาคำตอบว่า ระเบียบทางการเมืองที่ดีที่สุดเป็นสากล
ลักษณะสำคัญประการแรกของปรัชญาการเมืองที่โสกราติสเป็นผู้ริเริ่มและที่ซึ่งสืบทอดผ่านมาทางเพลโตและอริสโตเติล (หรือที่เรียกรวมๆว่าปรัชญาการเมืองคลาสสิก) อยู่ที่การแสวงหาคำตอบว่า ระเบียบทางการเมืองที่ดีที่สุดเป็นสากลนั้นเป็นอย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่น่าสังเกตต่อไปอีกด้วยว่า ปรัชญาการเมืองคลาสสิกพิจารณาประเด็นทางการเมืองและประเด็นทางศีลธรรมจากแง่มุมของความสมบูรณ์ของมนุษย์เป็นหลัก กล่าวคือ ปรัชญาเมธีคลาสสิกทั้งหลายเห็นพ้องต้องกันว่า เป้าหมายสูงสุดของชีวิตการเมือง คือ คุณธรรม
ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่น่าประหลาดใจที่ปรัชญาการเมืองคลาสสิกไม่ได้ยกย่องสรรเสริญความเสมอภาคหรือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยว่าเป็นสิ่งสูงสุด ปรัชญาเมธีคลาสสิกไม่ใช่ผู้นิยมความเสมอภาค สำหรับพวกเขาแล้วมนุษย์ทุกคนใช่ถูกสร้างมาโดยธรรมชาติให้มีความโน้มเอียงต่อคุณธรรมอย่างเท่าเทียมกัน จากทรรศนะของปรัชญาเมธีคลาสสิกรัฐที่ดีที่สุดจึงได้แก่รัฐที่มีการปกครองแบบอภิชนาธิปไตย (Aristocracy) หรือรัฐผสม (Mixed regime)
๒) การเน้นเรื่องรัฐที่ดีที่สุด
ความสำคัญของการเน้นเรื่องรัฐที่ดีที่สุดนั้น ส่วนหนึ่งอยู่ที่ความรู้เรื่องรัฐที่ดีที่สุดนั้นจำเป็นสำหรับการชี้แนะแนวทางการเมืองที่ถูกต้อง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ปรัชญาเมธีคลาสสิกยอมรับว่าโอกาสที่จะได้มาซึ่งรัฐที่ดีที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับโอกาสและขึ้นอยู่กับโชคชะตา เช่นเดียวกับที่โสกราติสใน Republic ของเพลโตกล่าวว่า เมื่อราชากลายเป็นปรัชญาเมธีหรือเมื่อปรัชญาเมธีกลายเป็นราชาเท่านั้นที่รัฐที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นได้ การตระหนักในโอกาสของความเป็นไปได้ของรัฐในอุดมคตินี้เองทำให้ปรัชญาการเมืองคลาสสิก(ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องของความฝัน) กลายเป็นบทวิจารณ์อันสำคัญสำหรับความใฝ่ฝันในทางการเมือง หรืออย่างที่เรียกกันในปัจจุบันว่า “ยูโทเปีย” ทางการเมือง
๓) การแยกแยะระหว่างความรักในสิ่งที่เป็นของตนเองและความรักในสิ่งที่ดีออกจากกัน
ปรัชญาการเมืองคลาสสิกตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เป็นของตนเอง แต่ก็ไม่เคยยอมรับว่าเป็นสิ่งที่เป็นของตนเองจะต้องอยู่เหนือสิ่งที่ดี และแม้ว่าการที่คนส่วนใหญ่ที่แนวโน้มที่จะนิยมเฉพาะสิ่งที่เป็นของตนมากกว่าอย่างอื่น จะทำให้การแยกแยะดังกล่าวของปรัชญาการเมืองคลาสสิกกลายเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายในทางการเมือง แต่จากแง่ของความจริงนี่ก็เป็นสิ่งจำเป็น ปัญหาสำคัญในทางปฏิบัติของปรัชญาเมธีคลาสสิกทั้งหลายจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรคำสอนเกี่ยวกับรัฐที่ดีที่สุดของตนจึงจะไม่เป็นการทำลายล้างความจงรักภักดีที่พลเมืองมีต่อรัฐปัจจุบัน ซึ่งย่อมเป็นรัฐที่ไม่สมบูรณ์เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐที่ดีที่สุด
๓.ลักษณะของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่
๑) เป็นปฏิกิริยาต่อผลของคริสต์ศาสนาที่แตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆและการปฏิเสธโครงร่างของปรัชญาการเมืองคลาสสิกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในศตวรรษที่ ๑๖ ละศตวรรษที่ ๑๗ นั้น อาจพิจารณาได้ว่าเป็นปฏิกิริยาต่อผลของคริสต์ศาสนาที่แตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆ (อันเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งของสงครามกลางเมืองและสงครามระหว่างรัฐต่างๆที่ไม่หยุดหย่อน) และทั้งหมดนี้อาจเชื่อมโยงไปว่าเป็นผลมาจากความคิดดั้งเดิมของเพลโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานของมาเคียเวลลีและฮอบส์นั้น ปรากฏชัดว่าเป็นการเขียนต่อต้านผลลัพธ์ทางการเมืองของการยึดตามอุดการณ์ของคริสต์ศาสนา อันมีรากฐานอยู่ในปรัชญาการเมืองคลาสสิกอีกที เพราะถึงแม้ว่าปรัชญาเมธีสมัยใหม่จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีร่วมกัน ก็คือ การปฏิเสธโครงร่างของปรัชญาการเมืองคลาสสิกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
๒) มาเคียเวลลีให้พิจารณาทุกอย่างจากแง่ของ ”ความเป็นจริง”
สำหรับบิดาของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ คือ มาเคียเวลลี มีทรรศนะว่า ข้อผิดพลาดประการสำคัญของปรัชญาการเมืองคลาสสิกอยู่ตรงที่การเมืองคลาสสิกเริ่มต้นจากความคิดที่ว่ามนุษย์ควรจะมีชีวิตอย่างไร มาเคียเวลลีเห็นว่า การเริ่มต้นที่จุดดังกล่าวนำเราไปได้อย่างมากก็แค่การพรรณนาถึงรัฐที่ดีที่สุดที่มีโอกาสจะเป็นไปได้ในชีวิตจริง การเน้นคุณธรรมว่าเป็นวัตถุประสงค์ของสังคมก็มีแต่จะทำให้สังคมอ่อนแอลง แทนที่จะยึดถือตามข้อสมมติฐานของปรัชญาการเมืองคลาสสิกที่ว่า ศีลธรรมเป็นสิ่งที่มีตัวตน หรือเป็นสิ่งที่มีพลังในจิตของมนุษย์ มาเคียเวลลีกลับเสนอให้พิจารณาทุกอย่างใหม่หมด คือ ให้พิจารณาทุกอย่างจากแง่ของความเป็นจริง ตามนัยนี้ มนุษย์ไม่ใช่สัตว์การเมือง และไม่ได้มีแนวโน้มที่จะมีคุณธรรมโดยธรรมชาติ ในทางตรงกันข้ามมนุษย์เป็นสัตว์ที่เลวและจะต้องถูกบังคับให้เป็นคนดี คุณธรรมไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม กล่าวคือ ”คุณธรรม” ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ได้การศึกษาและการอบรม
๓) โธมัส ฮอบส์ มีงานเขียนที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ถัดจากมาเคียเวลลี
ในงานเขียนของธัส ฮอบส์ ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างยิ่งต่อปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ถัดจากมาเคียเวลลี เราพบว่าเป้าหมายในการโจมตี เช่น การแยกแยะระหว่างรูปแบบการปกครองที่ดีและรูปแบบการปกครองที่เลวของอริสโตเติล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแยกแยะระหว่างราชาธิปไตยกับทรราชย์นั้นเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถคิดฆ่าผู้ปกครองได้ด้วยตนเองตามความเห็นของมาเคียเวลลี อันได้แก่ ปรัชญาและคริสต์ศาสนาก็ยังคงมีความสำคัญ สำหรับฮอบส์ ปรัชญาซึ่งได้แก่การสะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับธรรมชาติ และคริสต์ศาสนาอันหมายถึงความศรัทธาในสิ่งที่มองไม่เห็นนั้น ล้วนแล้วแต่มีผลร้ายต่อสันติสุขในสังคมด้วยกันทั้งคู่ เพราะมันทำให้มนุษย์หันไปเชื่อสิ่งซึ่งจริงๆแล้วเป็นความเห็นส่วนตัว ในเรื่องที่เกี่ยวกับคุณธรรมและความชั่วหรือสิ่งที่ดีและสิ่งที่เลวอันส่งผลให้เกิดความไม่สงบขึ้น
ตามความเห็นของฮอบส์ ข้อบกพร่องสำคัญของปรัชญาการเมืองคลาสสิกอยู่ที่ว่าปรัชญาการเมืองไม่สามารถทำให้ข้อสงสัยท้วงติงหมดไปได้ เพื่อที่จะให้ ”ปัญญา” ลักษณะเป็นตัวตนอันไม่มีใครอาจปฏิเสธได้ ส่วนข้อบกพร่องอีกประการหนึ่งของปรัชญาการเมืองคลาสสิก ก็คือ ข้อสมมติฐานที่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์การเมืองโดยธรรมชาติ เพราะจากข้อสมมติฐานนี้ ปรัชญาเมธีคลาสสิกได้ใช้เป็นอ้างต่อไปว่า มนุษย์จะไม่สามารถบรรลุถึงซึ่งความสมบูรณ์แห่งธรรมชาติตนเองได้ นอกจากจะอาศัยสังคมการเมือง เพราะฉะนั้นสังคมการเมืองจึงต้องมีมาก่อนตัวบุคคลและกิจกรรมที่สมควรของมนุษย์ในสังคมจึงต้องปรากฏออกมาในรูปของหน้าที่ใช้สิทธิ
๔) จอห์น ล็อค รับเอาเค้าโครงทางความคิดของฮอบส์ไปเกือบทั้งหมด
สำหรับจอห์น ล็อค นั้น ถึงแม้ว่าจะมีบทสรุปที่ต่างกัน แต่ก็เห็นได้ง่ายว่า ล็อครับเอาเค้าโครงทางความคิดของฮอบส์ไปเกือบทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมีอยู่จุดเดียวเท่านั้น คือ ส่วนที่ว่าด้วยทรัพย์สิน ล็อคตระหนักว่าสิ่งที่มนุษย์ต้องการเพื่อใช้พิทักษ์รักษาชีวิตของตนเองนั้น น่าจะเป็นอาหารหรือทรัพย์สินมากกว่าอาวุธ เพราะฉะนั้นตามความคิดของล็อคแล้วความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่จึงแปรสภาพไปเป็นความต้องการในทรัพย์สิน ความปรารถนาที่จะเข้าถึงสิทธิในการมีชีวิตอยู่ก็กลายเป็นสิทธิที่จะมีทรัพย์สินอันไม่จำกัด
๕) ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่เบี่ยงเบนเบนในยุคของรุสโซ
ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ซึ่งเบี่ยงเบนจากพิจารณาเป้าหมายสุดท้ายของมนุษย์มาเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์แทนนี้ บรรลุถึงขั้นสูงสุดแห่งกระบวนการดังกล่าวด้วยความคิดของรุสโซ ผู้ซึ่งถือเอาว่าแม้แต่สภาพธรรมชาติก็มิได้ชี้นำให้เห็นถึงเป้าหมายอะไรในสังคมการเมือง นอกจากตัวธรรมชาตินั้นเอง รุสโซแถลงว่า เขาพยายามจะกลับไปหาโลกที่มาก่อนโลกของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ แต่จริงๆแล้วสิ่งที่รุสโซให้กับคนรุ่นหลังกลับกลายเป็นแนวทางของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ ที่ห่างไกลออกไปจากปรัชญาการเมืองคลาสสิก ยิ่งกว่าปรัชญาการมืเองในสมัยศตวรรษที่ 17 และศตวรรษที่ 18 เป็นอยู่เสียอีก เพราะตามแนวความคิดของฮอบส์และล็อคนั้น สิทธิโดยธรรมชาติของมนุษย์ยังคงสถานะเดิมอยู่แม้เมื่อได้เกิดสังคมการเมืองขึ้นแล้ว นั่นคือ กฎแห่งธรรมชาติ(Natural law) ยังคงเป็นมาตรฐานสำหรับกฎหมายที่เป็นตัวตนอยู่
๔. ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่และโลกปัจจุบัน
สำหรับปรัชญาเมธีสมัยใหม่นั้น สังคมที่ดีขึ้นหรือเจริญขึ้นย่อมขึ้นอยู่กับสถาบันในสังคม เช่น สถาบันการปกครองหรือสถาบันทางเศรษฐกิจเป็นใหญ่ ไม่ใช่การอบรมบ่มนิสัยสร้างบุคคลอย่างที่ปรัชญาเมธีคลาสสิกยึดถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในอันที่จะเอาชนะธรรมชาตินั้น จะทำให้มนุษย์มีอำนาจากขึ้นในการตอบสนองความต้องการของตน (ซึ่งจะยังผลให้สิทธิโดยธรรมชาติของมนุษย์ที่จะรักษาชีวิตของตนให้อยู่อย่างสะดวกสบายตามความหมายของจอห์น ล็อค เป็นสิ่งที่เป็นไปได้) แต่ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า เป็นสิ่งที่ควบคู่ไปกับการก่อให้เกิดปัญหาอันเนื่องมาจากวิทยาศาสตร์เอง ความตึงเครียดอันเกิดจากความหวาดระแวงของคนทั้งโลกว่า สงครามนิวเคลียร์อาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ และโดยไม่ได้ตั้งใจของคู่พิพาทเอง ย่อมเป็นประจักษ์พยานอันดีถึงความหวาดระแวงของเราว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (ที่มีอำนาจในการสร้างสรรค์และการทำลาย) ไม่ได้เกิดขึ้นในอัตราส่วนเดียวกับความก้าวหน้าทางคุณธรรมของมนุษย์
สรุปความได้ว่า ลักษณะสำคัญของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ เป็นปฏิกิริยาที่มีต่อผลของคริสต์ศาสนาที่แตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆ และยังได้ปฏิเสธโครงร่างของปรัชญาการเมืองคลาสสิกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่มีรากฐานมาจากแนวความคิดทางการเมืองของปรัชญาเมธีคนสำคัญ คือ มาเคียเวลลี, โฮมัส ฮอบส์, จอห์น ล็อค และ ฌอง ฌาค รุสโซ
เมื่อได้ศึกษาหัวข้อบรรยาย ความหมายและลักษณะของปรัชญาการเมือง ทำให้เราได้ทราบถึง 1)ความหมายของปรัชญาการเมือง 2) ลักษณะปรัชญาการเมืองคลาสสิก. 3)ลักษณะของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ และ 4)ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่และโลกปัจจุบัน ดังที่ได้แจกแจงนำเสนอมาแล้วข้างต้นนั้นแล้ว
คำถามท้ายบทเรียน
๑.จงให้ความหมายของปรัชญาการเมือง และจงบอกถึงลักษณะของปรัชญาการเมืองคลาสสิก มาอย่างละเอียด
๒. จงบอกถึงลักษณะของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่และปรัชญาการเมืองสมัยใหม่และโลกปัจจุบัน มาอย่างละเอียด
๐๔ อำนาจอธิปไตย
๐๔ อำนาจอธิปไตย
๑.ความหมายของอำนาจอธิปไตย
อำนาจอธิปไตย (อังกฤษ: sovereignty) หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐ ดังนั้น สิ่งอื่นใดจะมีอำนาจยิ่งกว่าหรือขัดต่ออำนาจอธิปไตยหาได้ไม่
อำนาจอธิปไตย ย่อมมีความแตกต่างกันไป ในแต่ละระบอบการปกครอง ตัวอย่างเช่น ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ในสมัยก่อน)อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ คือ กษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นต้น
อนึ่ง อำนาจอธิปไตยนี้ นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของความเป็นรัฐ เพราะการจะเป็นรัฐได้นั้น นอกจากต้องประกอบด้วย อาณาเขต ประชากร และรัฐบาลแล้ว ย่อมต้องมีอำนาจอธิปไตยด้วย กล่าวคือ ประเทศนั้นต้องเป็นประเทศที่สามารถมีอำนาจสูงสุด (อำนาจอธิปไตย) ในการปกครองตนเอง จึงจะสามารถเรียกว่า "รัฐ" ได้
๒.แนวคิดอำนาจอธิปไตย
ในสารานุกรมบริเตนนิกา กล่าวได้ว่า อำนาจอธิปไตย หมายถึง สิทธิแห่งอัตลักษณ์ทางการเมือง (Political Entity) ที่บ่งบอกถึงการใช้อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์หรือผู้มีอำนาจสูงสุดทางการปกครอง อันแสดงถึงมโนทัศน์ของการมีอำนาจสูงสุด (the supremacy of power) ภายในขอบเขตเชิงภูมิศาสตร์แห่งรัฐ
แนวคิดสำคัญเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย ในกฎหมายระหว่างประเทศ ระบุไว้ว่า อำนาจประการนี้หมายความถึง การใช้อำนาจโดยรัฐ อำนาจอธิปไตยโดยนิตินัย (De jure Sovereignty) หมายความถึง สิทธิอำนาจตามกฎหมายที่จะกระทำการหนึ่งใด ส่วนอำนาจอธิปไตยโดยพฤตินัย (De facto Sovereignty) หมายถึง ความสามารถในทางจริงที่จะกระทำการเช่นนั้น
อำนาจตามความที่กล่าวถึงข้างต้น หมายความไปถึงอำนาจในลักษณะการที่สามารถเข้าใจได้ง่ายว่าเป็นอำนาจสูงสุดทางการปกครองของประเทศหนึ่งประเทศใด หรือรัฐหนึ่งรัฐใด ในฐานะหนึ่งที่อำนาจอธิปไตยเป็นองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นและขาดเสียมิได้ของรัฐสมัยใหม่ (Modern State) หรือรัฐประชาชาติ (Nation-State) มิเช่นนั้น รัฐหรือรัฐประชาชาตินั้น ย่อมขาดความเป็นเอกราชในทางการเมืองการปกครอง
เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ ได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญของอำนาจอธิปไตยไว้ดังนี้
ความเด็ดขาด (Absoluteness) กล่าวคือ ไม่มีอำนาจอื่นใดภายในรัฐที่เหนือกว่า และจะไม่มีอำนาจอื่นที่มาจำกัดอำนาจในการออกกฎหมายของรัฐ
การทั่วไป (Universality) อำนาจอธิปไตยของรัฐ มีอยู่เหนือทุกคนและทุกองค์กรที่อยู่ในรัฐ มีข้อยกเว้นเพียงแต่ว่า เมื่อมีผู้แทนของต่างรัฐมาประจำในประเทศ ผู้แทนต่างรัฐจะไม่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐนั้น ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติระหว่างประเทศมานาน
ความถาวร (Permanence) อำนาจอธิปไตยของรัฐยังคงมีอยู่ตราบเท่าที่รัฐยังคงดำรงอยู่ ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในนามของรัฐอาจจะเปลี่ยนแปลงหรืออาจมีการปฏิรูปการปกครองเปลี่ยนระบบของรัฐบาลได้ แต่อำนาจอธิปไตยมิได้สูญหายไปจากรัฐ
การแบ่งแยกมิได้ (Indivisibility) หมายความว่า ในรัฐ ๆ หนึ่ง จะต้องมีอำนาจอธิปไตยที่เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น หากมีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยก็ย่อมเป็นการทำลายอำนาจอธิปไตย แต่ในที่นี่การแบ่งแยกดังกล่าวมิได้หมายถึง การแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยให้องค์กรต่าง ๆ เป็นผู้ใช้อำนาจ
นับได้ว่า ฌ็อง บอแด็ง (Jean Bodin) นักปรัชญาการเมืองของโลกตะวันตกชาวฝรั่งเศส ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 หรือประมาณ พ.ศ. 2100 เป็นคนแรกที่ริเริ่มใช้คำว่าอำนาจอธิปไตย ในความหมายที่เข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ ในความหมายที่เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่รัฐทั้งหลายในโลกปกครองโดยระบอบที่มีกษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดหรือสมบรูณาญาสิทธิราชย์ ภายใต้คติความเชื่อทางการปกครองอันไม่แตกต่างกันมากนักว่า กษัตริย์เป็นผู้ได้รับอาณัติอำนาจจากสวรรค์ หรือจุติจากสวรรค์ลงมาปกครองโลก (Divine Rights of King)
บอแด็งได้เสนอปรัชญาเกี่ยวกับทฤษฎีอำนาจอธิปไตยไว้ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นเครื่องหมายที่บอกถึงความแตกต่างระหว่างรัฐกับสังคมอื่น ๆ ที่ครอบครัวหลายครอบครัวอยู่ร่วมกัน บอแด็งได้เริ่มต้นอธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทที่ 8 และบทที่ 10 ของหนังสือเรื่อง "Six Books" พรรณนาว่า ครอบครัวเป็นพลเมืองของรัฐ ซึ่งต้องยอมอยู่ภายใต้อำนาจขององค์อธิปัตย์ หรือผู้ปกครองที่มีอำนาจสูงสุด ซึ่งโดยหลักการนี้ รัฐจึงประกอบด้วยผู้ปกครองและผู้ใต้อำนาจปกครอง และการยอมรับในอำนาจปกครองของพลเมืองผู้อยู่ใต้การปกครองนี่เอง จะทำให้มนุษย์เป็นพลเมืองได้เป็นประการสำคัญ นอกจากรัฐจะมีอธิปัตย์หรือมีอำนาจอธิปไตยแล้ว รัฐจะมีพลเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองของผู้ปกครองอันเดียวกัน แม้พลเมืองจะมีขนบธรรมเนียมภาษากฎหมายที่ยอมรับบังคับใช้ หรือศาสนาที่ต่างจากผู้ปกครองก็ตาม
บอแด็งกล่าวเกี่ยวกับรัฐไว้ว่า รูปแบบของรัฐบาลจะเป็นรูปใดนั้น จะขึ้นอยู่กับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของใคร หากเป็นของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจของรัฐก็จะเป็นของกษัตริย์ ซึ่งจะเป็นองค์อธิปัตย์หนึ่งเดียว หากเป็นคณะบุคคลปกครองก็จะเป็นคณาอธิปไตย ขณะที่ถ้าเป็นสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจปกกกครอง ก็จะเป็นประชาธิปไตย ในแง่รัฐบาล บอแด็งมีความเห็นว่ารัฐเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย ขณะที่รัฐบาลเป็นเครื่องมือที่รัฐจะใช้อำนาจอธิปไตย
อำนาจอธิปไตยในทัศนะของบอแด็งนั้นหมายความถึง อำนาจที่มีถาวรไม่จำกัด และไม่มีเงื่อนไขผูกมัดที่จะออกกฎหมาย ตีความและรักษากฎหมาย อำนาจนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อรัฐที่มีระเบียบที่ดี อำนาจนี้เองทำให้รัฐแตกต่างไปจากการรวมกลุ่มของบุคคลในสมัยโบราณ อย่างไรก็ตาม บอแด็งเห็นว่า อำนาจอธิปไตยนี้อาจถูกจำกัดโดยกฎหมายธรรมชาติหรือกฎธรรมชาติ อันเป็นบรรดากฎหมายต่าง ๆ ที่กำหนดความถูกต้องหรือความผิดในลักษณะที่มุ่งให้คน รักษาสัญญาและเคารพทรัพย์สินของคนอื่น ส่วนอีกประการหนึ่งที่เป็นสิ่งจำกัดอำนาจอธิปไตย คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงกฎหมายหลักของประเทศ (โดยเฉพาะหมายถึงรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส)
มงแต็สกีเยอ (Montesquieu) นักคิดนักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส ผู้ให้กำเนิดแนวคิดในการแบ่งแยกอำนาจปกครองสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่าย โดยพิจารณาในแง่ขององค์กรผู้ใช้อำนาจออกเป็นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ ตามแนวคิดของอริสโตเติล (Aristotle) นักปราชญ์การเมืองชาวกรีกโบราณ บนพื้นฐานหรือมีเป้าประสงค์ประการสำคัญแหล่งหลักการ คือ การให้อำนาจแต่ละฝ่ายถ่วงดุลและตรวจสอบซึ่งกันและกันทั้งสามฝ่าย และเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้ปลอดจากการใช้อำนาจโดยมิชอบขององค์กรภาครัฐที่ใช้อำนาจหนึ่งอำนาจใดที่อาจละเมิดลิดรอนโดยอำนาจรัฐไม่ว่าฝ่ายใด ซึ่งตามแนวคิดดั้งเดิมของมงแต็สกีเยอนั้น ได้แบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ (Puissance Legislative) ซึ่งใช้อำนาจปฏิบัติการต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับกฎหมายมหาชน และองค์กรที่ใช้อำนาจปฏิบัติการต่าง ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมายเอกชน ซึ่งก็คือ สภาที่ทำหน้าที่ประชุมและปรึกษาในเรื่องการเมือง องค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือช้าราชการ และองค์กรฝ่ายตุลาการนั่นเอง เหตุผลที่มงแต็สกีเยอเสนอแนวคิดให้แบ่งแยกอำนาจการปกครองสูงสุดนี้เนื่องจากเขาเห็นว่า หากอำนาจในการนิติบัญญัติหรือการตรากฎหมาย อำนาจในการบริหารหรือการบังคับตามมติมหาชน และอำนาจตุลาการในการพิจารณาคดี ถูกใช้โดยบุคคลเดียวหรือองค์กรเดียว ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือประชาชนก็ตามแล้ว ยากที่จะมีเสรีภาพอยู่ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะ ผู้ใช้ทั้งอำนาจนิติบัญญัติรวมกับอำนาจบริหาร จะออกกฎหมายแบบทรราชและบังคับใช้กฎหมายในทางมิชอบ หากอำนาจตุลาการรวมกันกับอำนาจนิติบัญญัติ ผู้พิพากษาจะเป็นผู้ออกกฎหมาย อันอาจส่งผลให้ชีวิตและเสรีภาพของผู้ใต้การปกครอง ถูกบังคับควบคุมโดยกฎหมายที่ลำเอียง และหากให้อำนาจตุลาการรวมกับอำนาจบริหารแล้ว ผู้พิพากษาจะประพฤติตัวแบบกดขี่รุนแรง อันจำเป็นต้องแยกอำนาจแต่ละด้านออกจากกัน
อย่างไรก็ตาม ด้วยฐานคิดของมงแต็สกีเยอที่ว่า การแบ่งแยกอำนาจการปกครองมิใช่มรรควิธีประการเดียวในการตรวจสอบควบคุมการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลยากที่จะจัดการกับปัญหาการทุจริตจากการบริหารงานที่สลับซับซ้อนไม่โปร่งใสได้จริง ทำให้แท้จริงนั้นประชาชนต่างหาก คือ ผู้ที่จะควบคุมได้อย่างเกิดประสิทธิผลมากที่สุด การแบ่งแยกอำนาจการปกครองในมุมมองสมัยใหม่ จึงเป็นหลักการที่ถูกกล่าวถึงควบคู่ไปกับบทบาทหน้าที่ในการมีส่วนร่วมตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจโดยองค์กรผู้ใช้อำนาจของประชาชน
ต่อมานักปรัชญาการเมืองสมัยหลังได้แจกแจงอำนาจอธิปไตยตามแนวคิดของมงแต็สกีเยอออกเป็นอำนาจนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย ตามหลักการกว้าง ๆ แล้ว โดยกำหนดให้องค์กรผู้ใช้อำนาจบริหารหรือฝ่ายปกครองไปกำหนดรายละเอียด ด้วยการออกกฎ ข้อบังคับ ประกาศ อันเป็นกฎหมายลำดับรอง (subordinate Legislation) ให้เป็นไปอย่างสอดคล้องสัมพันธ์กับกฎหมายหลัก ในอันที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่องใด ๆ ในสังคม
ส่วนอำนาจบริหาร ถูกกำหนดให้ใช้โดยองค์กรหนึ่งที่เรียกว่ารัฐบาล (Government) ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของตนเองไว้อย่างเคร่งครัด นอกไปจากนี้ องค์กรที่ใช้อำนาจบริหาร มีอำนาจตามชื่อในการบริหารราชการและปกครองประเทศ ภายใต้เป้าหมายสูงสุด คือ การสร้างความกินดีอยู่ดีของประชาชน ส่วนอำนาจตุลาการ เป็นอำนาจในการวินิจฉัย พิจารณาพิพากษาบรรดาอรรถคดีทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทระหว่างองค์กรภาครัฐกับองค์กรภาครัฐ องค์กรภาครัฐกับเอกชน หรือเอกชนกับเอกชน อย่างไรก็ตาม ขอบอำนาจในการพิจารณาประเภทข้อพิพาทดังกล่าวข้างต้น ย่อมถูกจำแนกแจกแบ่งไปตามองค์กรใช้อำนาจตุลาการหรือศาลที่ต่างกันไปในรายละเอียด เช่น อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอันเป็นข้อพิพาทระหว่างองค์กรภาครัฐกับองค์กรภาครัฐ องค์กรภาครัฐกับเอกชน หรือเอกชนกับเอกชน อันเกี่ยวกับคำสั่งหรือสัญญาทางปกครอง เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งในประเทศไทย มีฐานะเป็นระบบศาลหนึ่ง นอกเหนือไปจากศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
กระนั้นก็ตาม การแบ่งแยกอำนาจเป็นแต่ละฝ่ายดังกล่าวข้างต้น มิได้หมายความว่าอำนาจอธิปไตยที่ถูกแบ่งแยกเป็นแต่ละฝ่ายนี้จะต้องมีองค์กรรองรับการใช้อำนาจที่มีอำนาจเท่าเทียมกันแต่ประการใด จึงเป็นไปได้ที่องค์กรหนึ่งอาจมีอำนาจเหนือองค์กรหนึ่ง เพียงแต่ย่อมมิใช่การให้อำนาจที่เหนือกว่านั้นเป็นไปอย่างเด็ดขาด และเพื่อสร้างความสามารถในการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and Balance) จำเป็น
คำถามท้ายบท
1.จงบอกถึงความหมายของอำนาจอธิปไตย
2.จงบอกถึงแนวคิดของอำนาจอธิปไตย
๐๓ กำเนิดรัฐและองค์ประกอบของรัฐ
๐๓ กำเนิดรัฐและองค์ประกอบของรัฐ
ใบสัปดาห์นี้จะได้นำเสนอเรื่องของรัฐซึ่งมีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้อง คือ ๑) ทฤษฎีการกำเนิดรัฐ และ ๒) องค์ประกอบของรัฐ ดังจะได้อธิบายตามลำดับดังต่อไปนี้
๑.ทฤษฎีการกำเนิดรัฐ
ทฤษฎีกำเนิดรัฐตามทัศนะของนักรัฐศาสตร์มีหลายทฤษฎี ดังต่อไปนี้ ๑) ทฤษฎีเทวสิทธิ์ ๒)ทฤษฎีการแบ่งงาน ๓) ทฤษฎีสัญชาตญาณ ๔) ทฤษฎีสัญญาประชาคม ๕) ทฤษฎีอภิปรัชญา ๖) ทฤษฎีทางกฎหมาย ๗) ทฤษฎีวิวัฒนาการ และ๘) ทฤษฎีพลกำลัง
๑)ทฤษฎีเทวสิทธิ์ (Devine Right Theory)
ทฤษฎีนี้อธิบายตามแนวความเชื่อในคริสต์ศาสนาที่เชื่อว่า พระเจ้าสร้างรัฐและทุกสรรพสิ่งบนโลก รัฐเป็นการบันดาลตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าว่า เพื่อให้มีอำนาจในการควบคุมมนุษย์ มนุษย์ไม่ได้สร้างรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ คือ องค์ประกอบของรัฐ ผู้ปกครองรัฐเป็นตัวแทนของพระเจ้า ทุกคนจะต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้ปกครองรัฐ การล่วงละเมิดฝ่าฝืนถือว่ามีโทษและเป็นบาป
๒) ทฤษฎีการแบ่งงาน (Division of Labor Theory)
ทฤษฎีนี้ถือว่า รัฐเกิดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ควบคมุการแบ่งงาน เพราะมนุษย์ในสังคมมีภาระหน้าที่รับผิดชอบมากมายหลากหลายสลับซับซ้อน รัฐจึงจำเป็นต้องมีอำนาจในการควบคุมดูแลการแบ่งงาน หากไม่มีรัฐแล้วจะเกิดความสับสนวุ่นวาย เพราะขาดกลไกในการขับเคลื่อนไปในทิศทางที่พึงประสงค์
๓)ทฤษฎีสัญชาตญาณ หรือทฤษฎีธรรมชาติ (Instinct or Natural Theory)
ทฤษฎีนี้เชื่อว่า รัฐเกิดจากสัญชาตญาณตามธรรมชาติของมนุษย์ ที่ไม่อาจจะอยู่โดดเดี่ยวตามลำพังได้ การอยู่รวมกันเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ก่อให้เกิดชุมชนและสังคมมนุษย์ขึ้น อันได้แก่ รัฐ
๔) ทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social Contract Theory)
ทฤษฎีนี้มีแนวคิดว่า มนุษย์เป็นผู้ตกลงยินยอมทำสัญญาสังคมเพื่อก่อตั้งรัฐขึ้นมา โดยมอบอำนาจอธิปไตยแต่บุคคลที่ 3 ใช้อำนาจแทน ซึ่งมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราช มอบให้พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจโดยเด็ดขาด (Absolute Government) ในการปกครอง ตามแนวคิดของโธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbs) และรูปแบบประชาธิปไตย โดยมอบอำนาจอธิปไตยให้ผู้แทนทำหน้าที่ใช้อำนาจอธิปไตย ทั้งด้านบริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ เมื่อมอบให้ทำหน้าที่แล้วสามารถเรียกคืนได้ ตามแนวคิดของจอห์น ล็อค ว่าเป็นสาเหตุของการเกิดรัฐ หมายถึงสังคมและรัฐเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ยอมสละสิทธิ์และยินยอมยกสิทธิ์ให้แก่องค์กรทั้ง 3 ทำหน้าที่แทนประชาชน ขั้นตอนดังกล่าวถือว่าเป็นสัญญาประชาคม เป็นเหตุให้เกิดสังคมและรัฐ
๕) ทฤษฎีอภิปรัชญา (Metaphysical Theory)
ทฤษฎีนี้เชื่อว่า รัฐมีสภาพพิเศษแตกต่างจากสังคมมนุษย์ทั่วไป เป็นสภาพนามธรรม จับต้องสัมผัสไม่ได้ เป็นสภาวะที่มีอยู่จริง มีตัวตนเป็นเอกเทศจากสังคมมนุษย์ธรรมดา มีสภาพเฉพาะของตนเอง รัฐเป็นอมตะ คงอยู่ตลอดกาล มนุษย์เกิดมาเพื่อรัฐ แม้มนุษย์จะตายไป แต่รัฐจะต้องคงอยู่
๖) ทฤษฎีทางกฎหมาย (Legal or Juristic Theory)
ทฤษฎีนี้ถือว่า เมื่อประชากรมาอยู่รวมกันในสังคมเป็นจำนวนมากขึ้น ย่อมมีการออกกฎเกณฑ์ ข้อบังคับและบทบัญญัติต่างๆขึ้นมาใช้บังคับให้คนอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข องค์กรที่ออกบทบัญญัติ และมีอำนาจใช้บทบัญญัติ หรือกฎหมายนั้น ก็คือ รัฐนั่นเอง
๗)ทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary Theory)
การกำเนิดรัฐตามทฤษฎีนี้ คือ รัฐเกิดจากการที่มนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีวิวัฒนาการติดต่อกันเป็นระยะเวลานานตามลำดับ จากกลุ่มเล็กๆ เริ่มจากกลุ่มวงศาคณาญาติ ขยายเป็นเผ่าพันธุ์ วิวัฒนาการเป็นนครรัฐ คือ รวมเผ่าพันธุ์หลายๆเผ่าเข้าด้วยกัน มีการรวบรวมหลายๆนครรัฐเข้าด้วยกัน วิวัฒนาการเป็นจักรวรรดิ คือ อาณาจักรที่กว้างใหญ่ เมื่ออาณาจักรอันกว้างใหญ่ดังกล่าวเสื่อมอำนาจลง มีการแบ่งแยกออกเป็นหลายๆรัฐ หรือประเทศปกครองตนเอง
๘)ทฤษฎีพลกำลัง (Force Theory)
ทฤษฎีนี้มีทัศนะว่า รัฐเกิดขึ้นจากการใช้กำลังหรือใช้อำนาจของผู้ที่มีความเข้มแข็งกว่ายึดครองดินแดน หรือประเทศที่อ่อนแอกว่าให้อยู่ภายใต้อำนาจ อำนาจเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดรัฐ เพราะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดอำนาจการปกครอง นิติบัญญัติ และตุลาการ
๒.องค์ประกอบของรัฐ
เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ อธิบายว่า รัฐ คือ สมาคมของมนุษย์จำนวนหนึ่ง ครอบครองดินแดนแห่งหนึ่งที่มีขอบเขตแน่นอน รวมกันอยู่ภายใต้รัฐบาลหนึ่ง ถ้าเป็นกิจการภายในเป็นองค์การแสดงออกซึ่งอธิปไตย แต่ถ้าเป็นกิจการภายนอกเป็นอิสระจากการบังคับบัญชาของรัฐบาลอื่น
ฉะนั้น เมื่อพิจารณาถึงคำจำกัดความของรัฐข้างต้นจะทราบว่า องค์ประกอบสำคัญของรัฐมีอยู่ ๔ ประการด้วยกัน กล่าวคือ ๑) ประชากร ๒) ดินแดน ๓) รัฐบาล และ ๔) อำนาจอธิปไตย
๑)ประชากร (Population)
ทุกรัฐจะต้องมีประชากรอาศัยอยู่จึงจะป็นรัฐได้ และในขณะเดียวกันประชาชนที่ไม่มีดินแดนต้องร่อนเร่พเนจรก็ไม่อาจถือว่าเป็นรัฐได้ ประชากรที่กล่าวถึงนี้มีแหล่งทำมาหากิน และดำรงชีวิตภูภายในขอบเขตที่เรียกว่ารัฐ สำหรับจำนวนประชากรนั้นไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอนว่าจะต้องมีประชากรเท่าใดจึงจะเรียกว่ารัฐได้ อริสโตเติล (Aristotle) กล่าวว่า พลเมืองจำนวนหมื่นหรือแสนเป็นจำนวนที่ไม่เหมาะสมที่จะถือว่าเป็นรัฐที่ดี เพราะมีจำนวนมากเกินไป รัฐที่ดีควรจะมีประชากรประมาณห้าพันคน สืบต่อมาอีกหลายศตวรรษ รุสโซ(Rousseau) ชาวฝรั่งเศสมีความคิดว่า จำนวนพลเมืองหนึ่งแสนคนเป็นจำนวนที่เหมาะสมที่จะจัดตั้งรัฐ จะเห็นได้ว่า นักรัฐศาสตร์ทั้งสองคนมีแนวความคิดตรงกันว่า จำนวนประชากรน้อยนั้นทำให้เกิดรัฐที่เหมาะสมและทีดีได้ อันเป็นรากฐานที่สนับสนุนให้เกิดหน่วยการปกครองท้องถิ่นอันได้แก่ เทศบาล เป็นต้น
อย่างไรก็ดี จำนวนประชากรของแต่ละรัฐย่อมมีความแตกต่างกันมากมาย เช่น รัฐวาติกัน (Vatican State) มีพลเมืองประมาณหนึ่งพันคน อินเดียมีประชากรประมาณหนึ่งพันสามร้อยหกสิบหกล้านคน และสาธารณรัฐประชาชนจีนมีประชากรถึงหนึ่งพันสามร้อยเก้าสิบแปดล้าน ฉะนั้นขนาดของประชากรที่จะเป็นองค์ประกอบของรัฐนั้นจะมีจำนวนเท่าใดต้องพิสูจน์ได้ว่า ประชากรเหล่านั้นสามารถเลี้ยงตัวเองและสามารถปกครองตัวเองก็เป็นรัฐได้
๒)ดินแดน (Territory)
รัฐจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีดินแดนอันแน่นอน ชาวยิวเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ กล่าวคือ ในสมัยก่อนยังไม่มีรัฐยิวที่แน่นอนทั้งๆที่มีคนยิวจนในค.ศ. 1948 จึงได้มีการประกาศตั้งเป็นประเทศอิสราเอลในปาเลสไตน์ การมีดินแดนที่มีเส้นพรมแดนหรือเส้นเขตแดนอันเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นานประเทศ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือโยสนธิสัญญา หรือการรับรองขององค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกัน และดินแดนอาจแบ่งเขตได้ 2 ทาง คือ การแบ่งเขตตามสภาพธรรมชาติ และการแบ่งเขตโดยการกำหนดขึ้นเอง อนึ่ง คำว่า ดินแดน นี้หมายถึงพื้นดิน ทะเล และเขตท้องฟ้าเหนือพื้นดิน ฉะนั้นอำนาจการปกครองของรัฐจึงอยู่เหนือดินแดนภายในรัฐ
๓)รัฐบาล (Government)
คำว่ารัฐบาล คือ องค์การและผู้แทนขององค์การ ที่ดำเนินงานของรัฐเรียกว่ารัฐบาล อันถือว่าเป็นผู้ทำหน้าที่สาธารณะและเป็นเครื่องจักรที่รับปฏิบัติสนองเจตนารมณ์ของสาธารณชน จึงกล่าวได้ว่า กระทรวง ทบวง กรม ตลอดจนส่วนราชการต่างๆที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ตลอดจนสำนักงาน คณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งคนงานย่อมเป็นส่วนของรัฐบาลทั้งสิ้น และการจะมีรัฐบาลขึ้นนั้นจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากประชาชน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในรัฐ ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และเพื่อป้องกันการุกรานจากรัฐอื่น ตลอดจนการให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน เพราะฉะนั้นการมีรัฐบาลเป็นองค์การหรือสถาบันทางการเมือง เพื่อจัดการปกครองรัฐให้มีระเบียบแบบแผน โยมุ่งหวังที่จะได้รับการรับรองจากรัฐอื่น ซึ่งจะทำให้สามารถติดต่อสัมพันธ์ทางด้านการทูตในฐานะที่ทัดเทียมกัน อันจะก่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและนำมาซึ่งสันติสุขของโลก จึงกล่าวได้ว่า รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการสร้างกฎหมายและการรักษากฎหมาย ทั้งของรัฐเองและกฎหมายระหว่างประเทศพร้อมกันด้วย
๔)อธิปไตย (Sovereignty)
องค์ประกอบประการสุดท้สายของรัฐ คือ อำนาจอธิปไตย และการมีอำนาจอธิปไตยนี้เองทำให้รัฐบาลมีความแตกต่างไปจากองค์การสังคมอื่นๆ ความหมายอย่างง่ายๆของอำนาจอธิปไตย ก็คือ อำนาจสูงสุด หรืออำนาจทางกฎหมายที่มีลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อย่างไรก็ดี คำว่า อำนาจอธิปไตย นี้เป็นที่โต้เถียงกันมาก กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งว่า อำนาจอธิปไตยนั้นไม่มีขอบเขตอันจำกัด แบ่งแยกมิได้ และเด็ดขาด แต่อีกฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่า อำนาจอธิปไตยนั้นจะมีสภาพไม่จำกัดหรืออำนาจเด็ดขาดนั้นยังยากที่จะเข้าใจอยู่ เพราะอำนาจสาธารณะทุกอย่างย่อมมีขอบเขตจำกัดและย่อมต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งย่อมถูกจำกัดอยู่อย่างเห็นได้ชัดแล้ว สมควรเรียกว่า Legal Sovereignty คือ เป็นที่รวมอำนาจที่ผู้ปกครองหรือผู้บริหารชุมชนทางการเมืองได้ใช้ในการบริหารอันประกอบด้วย 1) อธิปไตยภายใน หมายถึง อำนาจสูงสุดทางกฎหมายเหนือบุคคลทั้งหลายตลอดจนเจ้าหน้าที่ภายในรัฐ และ 2) อธิปไตยภายนอก หมายถึง อำนาจที่เป็นอิสระจากการควบคุมภายนอก
คำถามท้ายบทเรียน
๑.จงกล่าวถึงทฤษฎีการกำเนิดรัฐ
๒.จงกล่าวถึงองค์ประกอบ ๔ อย่างของรัฐ
๐๑ ข้อตกลงเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอนระหว่างผู้สอนกับนักศึกษา และ ๐๒ ความเป็นมาและลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
๐๑ ข้อตกลงเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอนระหว่างผู้สอนกับนักศึกษา
===========================
๐๒ ความเป็นมาและลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
ในสัปดาห์นี้เราจะได้ศึกษาวิชาความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ในหัวข้อ “ความเป็นมาและลักษณะทั่วไปของรัฐศาสตร์” ๕ ประเด็นใหญ่ คือ ๑) ความหมายของวิชารัฐศาสตร์ และ ๒) ขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์ ๓) ประวัติของวิชารัฐศาสตร์ ๔) วิธีการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ และ ๕) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับสาชาวิชาอื่น ดังจะได้นำมาเสนอตามลำดับดังต่อไปนี้
๑.ความหมายของวิชารัฐศาตร์
คำว่า รัฐศาสตร์ ถอดศัพท์มาจากภาษาอังกฤษว่า Political Science และคำว่า Political นั้นเป็นคุณศัพท์ของคำว่า Politics ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า Polis ในภาษากรีก มีความหมายว่า การจัดองค์การทางการเมืองในรูปแบบหนึ่ง อันแสดงให้เห็นถึงการจัดองค์การทางการเมืองในกรีกโบราณเมื่อประมาณ 2400 ปีเศษมาแล้ว สำหรับรูปแบบของการจัดตั้งองค์การทางการเมืองของกรีกในสมัยก่อนนั้นเกิดขึ้นในเมืองขนาดเล็ก ซึ่งมีจำนวนประชากรไม่มากนั้น และเรียกเมืองเหล่านั้นว่า นครรัฐ (City-state)
ในปัจจุบันนี้วิชา รัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของสังคมศาสตร์ (Social Science) เป็นวิชาที่มุ่งศึกษาถึงการที่มนุษย์รวมกันอยู่ในสังคม ฉะนั้นจึงยังไม่สามารถจะแสวงหาทฤษฎีหรือกำหนดกฏเกณฑ์แน่นอนเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม เช่น ในด้านพฤติกรรมทางการเมือง ก็ยังไม่สามารถจะวางหลักการที่แน่นอนว่า มีวิธีใดบ้างจึงจะได้รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดหรือจะดำเนินการอย่างไรจึงจะมีรัฐบาลที่ดีที่สุดเหล่านี้เป็นต้น
๒. ขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์
สำหรับขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์นั้น สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มีความเห็นว่า รัฐศาสตร์ คือ การศึกษาวิชาเกี่ยวกับรัฐ และวิธีการอันเหมาะสมที่สุดในอันที่จะปฏิบัติตามวิชาการเกี่ยวกับรัฐ ฉะนั้นขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์จึงรวมถึงส่วนประกอบทุกส่วนในความสัมพันธ์ภายในและภายนอกของรัฐ ซึ่งอาจแยกออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน กล่าวคือ
๑) ทฤษฎีการเมืองและประวัติความคิดทางการเมือง (Political Theory and History of Political Thought)กลุ่มนี้วิจัยถึงทฤษฎีการเมืองและความคิดเห็นสำคัญๆทางการเมืองตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เพื่อจะทราบถึงเหตุผลรวมทั้งการสืบต่อเนื่องกันของสถาบันทางการเมือง
๒)สถาบันทางการเมือง (Political Institutions) กลุ่มนี้มุ่งวิจัยและนิยามระบบองค์ประกอบและอำนาจของสถาบันทางการเมือง ซึ่งรวมทั้งนโยบายการจัดตั้งและโครงสร้างของการปกครองของรัฐ รวมทั้งการปกครองท้องถิ่น และการปกครองเปรียบเทียบ
๓)กฎหมายสาธารณะ (Public Laws) กลุ่มนี้วิจัยถึงรากฐานของรัฐรวมทั้งปัญหาการแบ่งแยกอำนาจ ค้นคว้าความสัมพันธ์ของกฎหมายสูงสุดของรัฐ และปัญหาการบังคับให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย การพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของระบบการศาลยุติธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างจารีตประเพณีกับกฏหมาย
๔)พรรคการเมือง กลุ่มอิทธิพลและประชามติ (Political Parties, Pressure Groups, Public Opinions) กลุ่มนี้พิจารณาถึงบทบาทและจุดประสงค์ของการจัดตั้งตลอดจนผลของพรรคการเมือง กลุ่มอิทธิพลและประชามติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในความพยายามที่จะมีอิทธิพลต่อสถาบันทางการเมือง รวมทั้งการประเมินผลการใช้ปัจจัยโดยนักการเมือง
๕)รัฐประศาสนศาตร์ (Public Administration) คือ การจัดกำลังคน เงิน และวัสดุ ในอันที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตจำนงของการปกครองรัฐ กลุ่มนี้จึงเกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการปฏิบัติ (Execution) ให้เป็นไปตามอุดมคติและจุดประสงค์ของรัฐอย่างมีสมรรถภาพและได้ผลมากที่สุด
6)ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) กลุ่มนี้พิจารณาในด้านนโยบาย หลักการและวิธีการในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ แขนงวิชาที่รวมอยู่ในกล่มนี้ ได้แก่ นโยบายต่างประเทศ การเมืองระหว่างประเทศ การบริหารกิจการระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างปรระเทศ และการดำเนินงานทางการทูต
ในด้านประวัติความเป็นมาของวิชานี้นั้น กล่าวได้ว่า วิชารัฐศาสตร์ปัจจุบันได้พัฒนามาจากวิชาที่เกี่ยวข้องหลายสาขา เช่น ประวัติศาสตร์ ปรัชญา กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น จนกระทั่งถึงจุดที่วิชารัฐศาสตร์สามารถยืนหยัดในเนื้อหาอันเป็นอิสระของตัวเองได้
๓.ประวัติของวิชารัฐศาสตร์
ประวัติของวิชารัฐศาสตร์ที่จะนำเสนอ ประกอบด้วยวิชารัฐศาสตร์สมัยกรีก รัฐศาสตร์สมัยโรมัน รัฐศาสตร์สมัยฟื้นฟู และรัฐศาสตร์ยุคใหม่ ดังจะได้อธิบายตามลำดับดังต่อไปนี้
๑)สมัยกรีก
กล่าวได้ว่า พลาโต(Plato) เป็นบิดาของวิชาทฤษฎีการเมือง (Political Theory) ส่วนอริสโตเติล(Aristotle) เป็นบิดาของวิชารัฐศาสตร์ของตะวันตก นักปราชญ์กรีกทั้งสองคนที่กล่าวนามมาแล้วนั้นได้มองรัฐในแง่ปรัชญา กล่าวคือ พิจารณาเห็นว่า บรรดาความรู้ทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด
๒)สมัยโรมัน
สืบต่อมาในสมัยโรมัน มรดกของวิชารัฐศาสตร์ที่จักรวรรดิโรมันถ่ายทอดไว้ให้ ก็คือ สาชาวิชากฎหมาย หลักนิติศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งมีรากฐานมาจากแนวความคิดของสโตอิค (Stoic) ที่ยอมรับความเสมอภาคของมนุษย์ ความเป็นพระบิดาของพระผู้เป็นเจ้า และคุณค่าของปัจเจกชน(Individual) ของทุกคนโดยไม่คำนึงว่า เขาผู้นั้นจะมีฐานะต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม
สืบต่อมาในระหว่างสมัยกลาง (The middle ages) กล่าวได้ว่า รัฐมีความสำคัญน้อยกว่าศาสนา(The church ) ประจักษ์พยานที่เห็นได้อย่างชัดแจ้ง ก็คือ ศาสนามีอิทธิพลอย่างสำคัญในการสถาปนาและถอดถอนกษัตริย์ และเข้ามามีบทบาทบงการนโยบายของรัฐด้วย ทฤษฎีการเมือง(Political Theory) ได้กลายเป็นสาขาหนึ่งของศาสนศาสตร์ (Theology)
๓) ยุคฟื้นฟู
ครั้นสืบมาถึงสมัยฟื้นฟู (The Renaissance) ได้เกิดความสนใจในการนำการเรียนรู้ในสมัยกรีกโบราณและโรมันรวมทั้งผลงานของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทางรัฐศาสตร์มาใช้เป็นแนวทางในการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ และในขณะที่ได้เกิดรัฐแห่งชาติ (National States) ขึ้นในยุโรปตะวันตก ซึ่งได้สั่นคลอนอำนาจของพระสันตะปาปา (Pope) และจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Emperor) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เกิดการปฏิรูป (The Reformation) อันนำไปสู่การตั้งศาสนาแห่งชาติ (National Churches) ที่อยู่ภายใต้กาปกครองของกษัตริย์ (Monarchs) ที่เข้มแข็ง ในขณะที่ศาสนจักรเสื่อมความสำคัญลง ได้เกิดดุลถ่วงแห่งอำนาจอันใหม่ระหว่างอำนาจทางศาสนจักรและอาณาจักร
๔) ยุคใหม่
เริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยนิโคโล มาเคียเวลลี (Niccolo Machiavelli) ผู้ซึ่งได้ให้ความสนใจในสภาพของปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เป็นจริง หรือที่เรียกกันว่าเป็นการศึกษาเชิงพฤติกรรม(Behavior) กล่าวคือ วิธีการศึกษารัฐศาสตร์ยุคใหม่ มักจะไม่สนใจว่าอะไรคือมาตรฐานของความคิด หรือความชั่ว และมักจะไม่สนใจว่าสิ่งใดเป็นเกณฑ์ในการวัด ความควรหรือความไม่ควรในทางการเมือง แต่จะให้ความสนใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกรณี ๆไป ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับแหล่งข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าแนวโน้มของการศึกษาจึงเป็นไปในลักษณะที่ไม่เหมือนกับในยุคเริ่มแรกหรือในยุคสมัยกลางของยุโรป
๔.ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับวิชาอื่น
๑) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับวิชาประวัติศาสตร์
จากบันทึกเหตุการณ์หรือข้อมูลต่างๆทำให้เกิดผลประการหนึ่ง คือ นักรัฐศาสตร์สามารถจะใช้เป็นรากฐานในการวิเคราะห์หาแนวโน้มของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะหากเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้นซ้ำซ้อนกันหลายครั้งก็อาจคาดคะเนได้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต
๒) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับวิชาเศรษฐศาสตร์
ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับวิชาเศรษฐศาสตร์ ได้เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทั้งนี้เนื่องจากวิชาเศรษฐศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อสร้างตัวขึ้นมา วิชาเศรษฐศาสตร์มุ่งศึกษาเรื่องการผลิต การใช้ทรัพยากร การปริวรรต และการบริโภค วิชานี้เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยทั่วไป และการปกครองประเทศนั้นต้องนำเอาวิชาเศรษฐศาสตร์มากำหนดนโยบายทางการเมืองด้วย
๓) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับวิชาภูมิศาสตร์
สำหรับวิชาภูมิศาสตร์นั้น เป็นวิชาที่กล่าวถึงความสำคัญของรัฐเชิงภูมิศาสตร์ อันจะมีผลกระทบต่อลักษณะในด้านการเมืองและการปกครองของประเทศนั้นๆ กล่าวได้ว่าสภาพทางภูมิศาสตร์หลายประการมีความสำคัญต่อการปกครองและการดำเนินนโยบายทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น ลักษณะของพรมแดน ลักษณะปริมาณและขนาดของประชาชน ลักษณะของทรัพยากร ลักษณะของที่ตั้ง และลักษณะของภูมิอากาศ
๔)ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับสังคมวิทยา
อิทธิพลของปัจจัยหรือองค์ประกอบทางสังคม เช่น วัฒนธรรมจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของประชาชนโดยตรง ฉะนั้นการที่จะเข้าใจลักษณะพฤติกรรมทางการเมือง ปัญหาหรือปรากฏการณ์ทางการเมืองนั้น จำเป็นต้องนำหลักของสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามาเป็นเครื่องประกอบการวินิจฉัย
๕) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับจิตวิทยา
การปกครองมีความเกี่ยวข้องกับประชาชน กล่าวคือ ประชาชนจะประพฤติปฏิบัติอย่างไรก็จะมีผลกระทบต่อการเมืองทั้งนั้น และความมั่นคงหรือความเจริญทางการเมืองย่อมขึ้นอยู่กับการที่ได้รับความสนับสนุนจากประชาชน นอกจากนั้นการที่จะให้ประชาชนรวมกลุ่มกันในลักษณะที่เป็นประโยชน์ จำต้องอาศัยการศึกษาว่ามนุษย์นั้นมีแนวพฤติกรรมอย่างไร และพฤติกรรมมีลักษณะอย่างไร
๖) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับจริยธรรม
กล่าวได้ว่าจริยธรรมมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับศีลธรรมและคุณธรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า จริยธรรมเป็นคุณค่าที่มนุษย์ยอมรับและนำมาใช้ ฉะนั้นจริยธรรมจึงมีคุณประโยชน์ต่อชุมชนเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นปัจจัยจูงใจให้มนุษย์ได้กระทำกรรมดี หรือกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ เพราะฉะนั้นวิชารัฐศาสตร์จำเป็นต้องอาศัยจริยธรรมอยู่มาก เพราะว่าการปกครองจะบังเกิดผลดีหรือผลเสียย่อมขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการยอมรับของผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครอง อนึ่ง การดำเนินงานทางการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศนั้น หากอยู่ในกรอบของจริยธรรมแล้วก็จะอำนวยประโยชน์แก่มนุษยชาติโดยส่วนรวม
๗) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์
วิชานิติศาสตร์หรือกฎหมายนั้น เป็นวิชาที่ว่าด้วยกฎเกณฑ์ข้อบังคับในอันที่จะช่วยให้หมู่ชนอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบ ทำให้ประชาชนสามารถรวมตัวกันขึ้นเป็นรัฐหรือประเทศได้ จึงกล่าวได้ว่ากฎหมายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดำรงความเป็นประเทศอยู่ได้ กฎหมายจึงเป็นเครื่องมือของรัฐในอันที่จะส่งเสริมให้หน่วยงานการเมืองและรัฐดำเนินไปได้โดยปราศจากอุปสรรค เพราะฉะนั้นทุกยุคทุกสมัยจะต้องมีกฎหมายขึ้นเพื่อใช้บังคับภายในรัฐเสมอ
คำถามท้ายบทเรียน
๑.จงบอกถึง ๑) ความหมายของวิชารัฐศาสตร์ และ ๒) ขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์
๒.จงบอกถึง ๑) ประวัติของวิชารัฐศาสตร์ และ ๒) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับสาชาวิชาอื่น
คำนำ ความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์
คำนำ
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ (Introduction to Political Science) เป็นวิชาในสังเขปรายวิชากำหนดไว้ว่า ให้ศึกษา “ความหมาย ขอบเขต แนวคิด ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ การกำเนิดรัฐ วิวัฒนาการของรัฐและการปกครอง อำนาจอธิปไตย สถาบันทางการเมือง ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ ลัทธิและอุดมการณ์ทางการเมือง กระบวนการทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
ผู้สอนได้จัดทำ เอกสารประกอบการเรียนการสอน กระบวนวิชาความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ ไว้อย่างครบถ้วนแล้ว หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักศึกษาได้ใช้เป็นแนวทางสำหรับการศึกษาค้นคว้าที่ล้ำลึกและพิสดารมากยิ่งขึ้นไปอีก
ผู้สอนขอถือโอกาสนี้กล่าวขอบคุณท่านผู้เขียนตำรับตำราและเอกสารทุกท่านที่ผู้สอนนำมาใช้ในการเรียบเรียงเอกสารประกอบการเรียนการสอน ความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ ตามที่ปรากฏนามในเอกสารประกอบการเรียบเรียงท้ายเล่ม
พลเรือตรี รศ. ทองใบ ธีรานันทางกูร
วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564
คำอธิบายรายวิชา ความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ นักศึกษาปีที่ ๑ ภาคการศึกษาที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๔
ความหมาย ขอบเขต แนวคิด ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ การกำเนิดรัฐ วิวัฒนาการของรัฐและการปกครอง ประวัติศาสตร์การเมือง สถาบันทางการเมือง อุดมการณ์ทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมายมหาชน
The meaning, scope, concepts, theories of political science,
establishment of states, evolution of states and governments, political
history, political institutions, political ideology, political participation,
international relations and public law
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)