วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

๐๑ ข้อตกลงเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอนระหว่างผู้สอนกับนักศึกษา และ ๐๒ ความเป็นมาและลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์

๐๑ ข้อตกลงเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอนระหว่างผู้สอนกับนักศึกษา =========================== ๐๒ ความเป็นมาและลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ในสัปดาห์นี้เราจะได้ศึกษาวิชาความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ในหัวข้อ “ความเป็นมาและลักษณะทั่วไปของรัฐศาสตร์” ๕ ประเด็นใหญ่ คือ ๑) ความหมายของวิชารัฐศาสตร์ และ ๒) ขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์ ๓) ประวัติของวิชารัฐศาสตร์ ๔) วิธีการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ และ ๕) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับสาชาวิชาอื่น ดังจะได้นำมาเสนอตามลำดับดังต่อไปนี้ ๑.ความหมายของวิชารัฐศาตร์ คำว่า รัฐศาสตร์ ถอดศัพท์มาจากภาษาอังกฤษว่า Political Science และคำว่า Political นั้นเป็นคุณศัพท์ของคำว่า Politics ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า Polis ในภาษากรีก มีความหมายว่า การจัดองค์การทางการเมืองในรูปแบบหนึ่ง อันแสดงให้เห็นถึงการจัดองค์การทางการเมืองในกรีกโบราณเมื่อประมาณ 2400 ปีเศษมาแล้ว สำหรับรูปแบบของการจัดตั้งองค์การทางการเมืองของกรีกในสมัยก่อนนั้นเกิดขึ้นในเมืองขนาดเล็ก ซึ่งมีจำนวนประชากรไม่มากนั้น และเรียกเมืองเหล่านั้นว่า นครรัฐ (City-state) ในปัจจุบันนี้วิชา รัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของสังคมศาสตร์ (Social Science) เป็นวิชาที่มุ่งศึกษาถึงการที่มนุษย์รวมกันอยู่ในสังคม ฉะนั้นจึงยังไม่สามารถจะแสวงหาทฤษฎีหรือกำหนดกฏเกณฑ์แน่นอนเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม เช่น ในด้านพฤติกรรมทางการเมือง ก็ยังไม่สามารถจะวางหลักการที่แน่นอนว่า มีวิธีใดบ้างจึงจะได้รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดหรือจะดำเนินการอย่างไรจึงจะมีรัฐบาลที่ดีที่สุดเหล่านี้เป็นต้น ๒. ขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์ สำหรับขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์นั้น สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มีความเห็นว่า รัฐศาสตร์ คือ การศึกษาวิชาเกี่ยวกับรัฐ และวิธีการอันเหมาะสมที่สุดในอันที่จะปฏิบัติตามวิชาการเกี่ยวกับรัฐ ฉะนั้นขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์จึงรวมถึงส่วนประกอบทุกส่วนในความสัมพันธ์ภายในและภายนอกของรัฐ ซึ่งอาจแยกออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน กล่าวคือ ๑) ทฤษฎีการเมืองและประวัติความคิดทางการเมือง (Political Theory and History of Political Thought)กลุ่มนี้วิจัยถึงทฤษฎีการเมืองและความคิดเห็นสำคัญๆทางการเมืองตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เพื่อจะทราบถึงเหตุผลรวมทั้งการสืบต่อเนื่องกันของสถาบันทางการเมือง ๒)สถาบันทางการเมือง (Political Institutions) กลุ่มนี้มุ่งวิจัยและนิยามระบบองค์ประกอบและอำนาจของสถาบันทางการเมือง ซึ่งรวมทั้งนโยบายการจัดตั้งและโครงสร้างของการปกครองของรัฐ รวมทั้งการปกครองท้องถิ่น และการปกครองเปรียบเทียบ ๓)กฎหมายสาธารณะ (Public Laws) กลุ่มนี้วิจัยถึงรากฐานของรัฐรวมทั้งปัญหาการแบ่งแยกอำนาจ ค้นคว้าความสัมพันธ์ของกฎหมายสูงสุดของรัฐ และปัญหาการบังคับให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย การพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของระบบการศาลยุติธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างจารีตประเพณีกับกฏหมาย ๔)พรรคการเมือง กลุ่มอิทธิพลและประชามติ (Political Parties, Pressure Groups, Public Opinions) กลุ่มนี้พิจารณาถึงบทบาทและจุดประสงค์ของการจัดตั้งตลอดจนผลของพรรคการเมือง กลุ่มอิทธิพลและประชามติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในความพยายามที่จะมีอิทธิพลต่อสถาบันทางการเมือง รวมทั้งการประเมินผลการใช้ปัจจัยโดยนักการเมือง ๕)รัฐประศาสนศาตร์ (Public Administration) คือ การจัดกำลังคน เงิน และวัสดุ ในอันที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตจำนงของการปกครองรัฐ กลุ่มนี้จึงเกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการปฏิบัติ (Execution) ให้เป็นไปตามอุดมคติและจุดประสงค์ของรัฐอย่างมีสมรรถภาพและได้ผลมากที่สุด 6)ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) กลุ่มนี้พิจารณาในด้านนโยบาย หลักการและวิธีการในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ แขนงวิชาที่รวมอยู่ในกล่มนี้ ได้แก่ นโยบายต่างประเทศ การเมืองระหว่างประเทศ การบริหารกิจการระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างปรระเทศ และการดำเนินงานทางการทูต ในด้านประวัติความเป็นมาของวิชานี้นั้น กล่าวได้ว่า วิชารัฐศาสตร์ปัจจุบันได้พัฒนามาจากวิชาที่เกี่ยวข้องหลายสาขา เช่น ประวัติศาสตร์ ปรัชญา กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น จนกระทั่งถึงจุดที่วิชารัฐศาสตร์สามารถยืนหยัดในเนื้อหาอันเป็นอิสระของตัวเองได้ ๓.ประวัติของวิชารัฐศาสตร์ ประวัติของวิชารัฐศาสตร์ที่จะนำเสนอ ประกอบด้วยวิชารัฐศาสตร์สมัยกรีก รัฐศาสตร์สมัยโรมัน รัฐศาสตร์สมัยฟื้นฟู และรัฐศาสตร์ยุคใหม่ ดังจะได้อธิบายตามลำดับดังต่อไปนี้ ๑)สมัยกรีก กล่าวได้ว่า พลาโต(Plato) เป็นบิดาของวิชาทฤษฎีการเมือง (Political Theory) ส่วนอริสโตเติล(Aristotle) เป็นบิดาของวิชารัฐศาสตร์ของตะวันตก นักปราชญ์กรีกทั้งสองคนที่กล่าวนามมาแล้วนั้นได้มองรัฐในแง่ปรัชญา กล่าวคือ พิจารณาเห็นว่า บรรดาความรู้ทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด ๒)สมัยโรมัน สืบต่อมาในสมัยโรมัน มรดกของวิชารัฐศาสตร์ที่จักรวรรดิโรมันถ่ายทอดไว้ให้ ก็คือ สาชาวิชากฎหมาย หลักนิติศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งมีรากฐานมาจากแนวความคิดของสโตอิค (Stoic) ที่ยอมรับความเสมอภาคของมนุษย์ ความเป็นพระบิดาของพระผู้เป็นเจ้า และคุณค่าของปัจเจกชน(Individual) ของทุกคนโดยไม่คำนึงว่า เขาผู้นั้นจะมีฐานะต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม สืบต่อมาในระหว่างสมัยกลาง (The middle ages) กล่าวได้ว่า รัฐมีความสำคัญน้อยกว่าศาสนา(The church ) ประจักษ์พยานที่เห็นได้อย่างชัดแจ้ง ก็คือ ศาสนามีอิทธิพลอย่างสำคัญในการสถาปนาและถอดถอนกษัตริย์ และเข้ามามีบทบาทบงการนโยบายของรัฐด้วย ทฤษฎีการเมือง(Political Theory) ได้กลายเป็นสาขาหนึ่งของศาสนศาสตร์ (Theology) ๓) ยุคฟื้นฟู ครั้นสืบมาถึงสมัยฟื้นฟู (The Renaissance) ได้เกิดความสนใจในการนำการเรียนรู้ในสมัยกรีกโบราณและโรมันรวมทั้งผลงานของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทางรัฐศาสตร์มาใช้เป็นแนวทางในการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ และในขณะที่ได้เกิดรัฐแห่งชาติ (National States) ขึ้นในยุโรปตะวันตก ซึ่งได้สั่นคลอนอำนาจของพระสันตะปาปา (Pope) และจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Emperor) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เกิดการปฏิรูป (The Reformation) อันนำไปสู่การตั้งศาสนาแห่งชาติ (National Churches) ที่อยู่ภายใต้กาปกครองของกษัตริย์ (Monarchs) ที่เข้มแข็ง ในขณะที่ศาสนจักรเสื่อมความสำคัญลง ได้เกิดดุลถ่วงแห่งอำนาจอันใหม่ระหว่างอำนาจทางศาสนจักรและอาณาจักร ๔) ยุคใหม่ เริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยนิโคโล มาเคียเวลลี (Niccolo Machiavelli) ผู้ซึ่งได้ให้ความสนใจในสภาพของปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เป็นจริง หรือที่เรียกกันว่าเป็นการศึกษาเชิงพฤติกรรม(Behavior) กล่าวคือ วิธีการศึกษารัฐศาสตร์ยุคใหม่ มักจะไม่สนใจว่าอะไรคือมาตรฐานของความคิด หรือความชั่ว และมักจะไม่สนใจว่าสิ่งใดเป็นเกณฑ์ในการวัด ความควรหรือความไม่ควรในทางการเมือง แต่จะให้ความสนใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกรณี ๆไป ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับแหล่งข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าแนวโน้มของการศึกษาจึงเป็นไปในลักษณะที่ไม่เหมือนกับในยุคเริ่มแรกหรือในยุคสมัยกลางของยุโรป ๔.ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับวิชาอื่น ๑) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับวิชาประวัติศาสตร์ จากบันทึกเหตุการณ์หรือข้อมูลต่างๆทำให้เกิดผลประการหนึ่ง คือ นักรัฐศาสตร์สามารถจะใช้เป็นรากฐานในการวิเคราะห์หาแนวโน้มของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะหากเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้นซ้ำซ้อนกันหลายครั้งก็อาจคาดคะเนได้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ๒) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับวิชาเศรษฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับวิชาเศรษฐศาสตร์ ได้เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทั้งนี้เนื่องจากวิชาเศรษฐศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อสร้างตัวขึ้นมา วิชาเศรษฐศาสตร์มุ่งศึกษาเรื่องการผลิต การใช้ทรัพยากร การปริวรรต และการบริโภค วิชานี้เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยทั่วไป และการปกครองประเทศนั้นต้องนำเอาวิชาเศรษฐศาสตร์มากำหนดนโยบายทางการเมืองด้วย ๓) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับวิชาภูมิศาสตร์ สำหรับวิชาภูมิศาสตร์นั้น เป็นวิชาที่กล่าวถึงความสำคัญของรัฐเชิงภูมิศาสตร์ อันจะมีผลกระทบต่อลักษณะในด้านการเมืองและการปกครองของประเทศนั้นๆ กล่าวได้ว่าสภาพทางภูมิศาสตร์หลายประการมีความสำคัญต่อการปกครองและการดำเนินนโยบายทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น ลักษณะของพรมแดน ลักษณะปริมาณและขนาดของประชาชน ลักษณะของทรัพยากร ลักษณะของที่ตั้ง และลักษณะของภูมิอากาศ ๔)ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับสังคมวิทยา อิทธิพลของปัจจัยหรือองค์ประกอบทางสังคม เช่น วัฒนธรรมจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของประชาชนโดยตรง ฉะนั้นการที่จะเข้าใจลักษณะพฤติกรรมทางการเมือง ปัญหาหรือปรากฏการณ์ทางการเมืองนั้น จำเป็นต้องนำหลักของสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามาเป็นเครื่องประกอบการวินิจฉัย ๕) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับจิตวิทยา การปกครองมีความเกี่ยวข้องกับประชาชน กล่าวคือ ประชาชนจะประพฤติปฏิบัติอย่างไรก็จะมีผลกระทบต่อการเมืองทั้งนั้น และความมั่นคงหรือความเจริญทางการเมืองย่อมขึ้นอยู่กับการที่ได้รับความสนับสนุนจากประชาชน นอกจากนั้นการที่จะให้ประชาชนรวมกลุ่มกันในลักษณะที่เป็นประโยชน์ จำต้องอาศัยการศึกษาว่ามนุษย์นั้นมีแนวพฤติกรรมอย่างไร และพฤติกรรมมีลักษณะอย่างไร ๖) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับจริยธรรม กล่าวได้ว่าจริยธรรมมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับศีลธรรมและคุณธรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า จริยธรรมเป็นคุณค่าที่มนุษย์ยอมรับและนำมาใช้ ฉะนั้นจริยธรรมจึงมีคุณประโยชน์ต่อชุมชนเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นปัจจัยจูงใจให้มนุษย์ได้กระทำกรรมดี หรือกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ เพราะฉะนั้นวิชารัฐศาสตร์จำเป็นต้องอาศัยจริยธรรมอยู่มาก เพราะว่าการปกครองจะบังเกิดผลดีหรือผลเสียย่อมขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการยอมรับของผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครอง อนึ่ง การดำเนินงานทางการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศนั้น หากอยู่ในกรอบของจริยธรรมแล้วก็จะอำนวยประโยชน์แก่มนุษยชาติโดยส่วนรวม ๗) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ วิชานิติศาสตร์หรือกฎหมายนั้น เป็นวิชาที่ว่าด้วยกฎเกณฑ์ข้อบังคับในอันที่จะช่วยให้หมู่ชนอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบ ทำให้ประชาชนสามารถรวมตัวกันขึ้นเป็นรัฐหรือประเทศได้ จึงกล่าวได้ว่ากฎหมายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดำรงความเป็นประเทศอยู่ได้ กฎหมายจึงเป็นเครื่องมือของรัฐในอันที่จะส่งเสริมให้หน่วยงานการเมืองและรัฐดำเนินไปได้โดยปราศจากอุปสรรค เพราะฉะนั้นทุกยุคทุกสมัยจะต้องมีกฎหมายขึ้นเพื่อใช้บังคับภายในรัฐเสมอ คำถามท้ายบทเรียน ๑.จงบอกถึง ๑) ความหมายของวิชารัฐศาสตร์ และ ๒) ขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์ ๒.จงบอกถึง ๑) ประวัติของวิชารัฐศาสตร์ และ ๒) ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับสาชาวิชาอื่น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Google Analytics

บทความที่ได้รับความนิยม