เป็นสื่อกลางสำหรับผู้ศึกษาวิชาความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย
วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567
๐๕ ปรัชญาการเมือง
๐๕ ปรัชญาการเมือง
หัวข้อบรรยายวิชาความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ในสัปดาห์นี้ เป็นเรื่อง ปรัชญาการเมือง ซึ่งครอบคลุมหัวข้อย่อย คือ ๑) ความหมายของปรัชญาการเมือง ๒) ลักษณะปรัชญาการเมืองคลาสสิก ๓) ลักษณะของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ ๔) ลักษณะของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ และ ๔) ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่และโลกปัจจุบัน ดังจะได้นำเสนอตามลำดับดังต่อไปนี้
๑.ความหมายและกำเนิดของปรัชญาการเมือง
ปรัชญาการเมืองตามกำเนิดนั้น เป็นแขนงหนึ่งของปรัชญา ( Philosophy) เพื่อที่จะเข้าใจความหมายของปรัชญาการเมือง (Political philosophy) เราจึงควรทำความเข้าใจความหมายของคำว่าปรัชญาเสียก่อน
ปรัชญาความหมายดั้งเดิม หมายถึง ความรักในปัญญา (Love of wisdom) แต่ผู้แสวงหาปัญญาหรือปรัชญาเมธี (Philosopher) นั้น แสวงหาปัญญาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอะไร
หลักฐานที่ปรากฏแสดงว่าปรัชญาเมธีคนแรกๆ ได้แก่ ผู้ที่พูดถึง “ธรรมชาติ” เพราะฉะนั้นธรรมชาติจึงเป็นสาระสำคัญของปรัชญา แต่ธรรมชาติ หมายถึงอะไร คำตอบก็คือว่า ธรรมชาติ หมายถึง คุณลักษณะ (Character) ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง “มี” หรือ “เป็น” หรือ “กระทำ” นี่คือความหมายเดิมของ”ธรรมชาติ” ในสมัยที่ “วิทยาศาสตร์” ยังไม่ได้มีการแยกตัวออกไปจากปรัชญา
แต่ไม่ว่าเราจะเข้าใจความหมายของธรรมชาติอย่างไร ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่าธรรมชาติย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะเข้าใจกันได้ ”โดยธรรมชาติ” หากธรรมชาติเป็นสิ่งที่จะต้องถูกค้นพบ การค้นพบธรรมชาติ หมายถึง การแยกแยะปรากฏการณ์ทั้งหลายออกไปเป็นปรากฏการณ์ที่ธรรมชาติและปรากฏการณ์ที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ปรัชญาเมธี คือ ผู้ที่แสวหาและแยกแยะปรากฏการณ์ดังกล่าวออกจากกัน
อย่างไรก็ดีก่อนที่มนุษย์จะรู้ว่าธรรมชาติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอย่างไร ก็ใช่ว่ามนุษย์จะไม่มีความคิดอะไรเลยเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งต่างๆก็หาไม่ เพียงแต่ว่าสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นธรรมชาติของสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นเพียงความเห็น (Opinion) ซึ่งอาจจะถูกหรืออาจจะผิดก็ได้ นั่นคือ ความเห็นของมนุษย์ที่เกี่ยวกับธรรมชาตินี้อาจเป็นความรู้ (Knowledge) หรืออาจจะไม่เป็นก็ได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ก่อนการค้นพบธรรมชาติ มนุษย์เราอยู่ด้วยความเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเห็นที่เชื่อถือตามกันมาและให้ความสำคัญว่าเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี การแยกแยะระหว่างธรรมชาติและขนบธรรมเนียมประเพณี จึงเกิดขึ้นพร้อมๆกันกับการค้นพบธรรมชาติและการเกิดของปรัชญา หรืออาจกล่าวว่า ปรัชญาหรือความพยายามที่จะทดแทนความเห็นด้วยความรู้หรือความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาตินั่นเอง
แนวโน้มของปรัชญาที่โยงเอาปัญหาของมนุษย์เข้าไว้ด้วยนั้น เริ่มต้นด้วยโสกราติส (Socrates 469-399 B.C.) เพราะโสกราติสเป็นผู้เริ่มตั้งคำถาประเภทที่ว่า อะไรคือความดี อะไรคือความกล้าหาญ อะไรคือความยุติธรรม อย่างจริงจัง จะเห็นได้ว่าคำถามเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะใกล้ตัวมนุษย์ยิ่งกว่าคำถามทางปรัชญาเมธีรุ่นแรกๆตั้งเท่านั้น หากแต่ยังมีผลกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงและโดยตรงต่อความเห็นในเรื่องทางการเมืองของชุมชนอีกด้วย
แม้แต่ความเห็นที่ทรงอานุภาพมากที่สุดในสังคม อันได้แก่ความเห็นของรัฐที่ออกมาในรูปกฎหมายก็ต้องถูกกระทบกระเทือนด้วย ทั้งนี้ก็เพราะในทุกชุมชนกฎหมายเท่านั้นที่มีอำนาจสูงสุดที่กำหนดว่าการกระทำอย่างไรจึงจะเรียกว่ายุติธรรม อย่างไรจึงจะเรียกว่าไม่ยุติธรรม อย่างไรจึงจะเรียกว่าดี อย่างไรจึงจะเรียกว่าไม่ดี ดังที่เราจะพบว่าข้อพิพาทระหว่างปัจเจกชนนั้น เมื่อเกิดขึ้นก็ต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องตัดสิน
แต่สำหรับโสกราติสแล้วกฎหมายหรือความเห็นของผู้มีอำนาจในชุมชน (ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มน้อยหรือคนหมู่มาก) ก็เป็นเพียงความเห็นหรือขนบประเพณีเหมือนกัน การตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต ศีลธรรม สิ่งที่ดีและสิ่งที่ชั่วของโสกราติสในแง่หนึ่งนั้นจึงกลายเป็นการตั้งข้อสงสัยเอากับรากฐานที่สำคัญที่สุดของชุมชนทางการเมือง
เราจึงยกย่องให้โสกราติสเป็นบิดาของปรัชญาการเมืองก็เพราะว่า ในทางปฏิบัติแล้วคำถามของโสกราติสพยายามที่จะก้าวออกไปให้พ้นจากขอบเขตของความเห็นทั้งปวง พร้อมๆกับชี้แนะไปยังการคงอยู่ของระเบียบทางการเมืองที่ดีที่สุดที่เป็นสากล
ปรัชญาของโสกราติสกลายเป็นปรัชญาการเมืองก็เพราะการกระทำที่มีลักษณะเป็น ”การเมือง” นั้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในชุมชนใด ย่อมเป็นการกระทำที่มุ่งจะเปลี่ยนแปลงหรือคงรักษาไว้ เมื่อมุ่งจะเปลี่ยนแปลงก็ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และเมื่อมุ่งที่จะรักษาก็ต้องมุ่งรักษาสิ่งที่ดีไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง นั่นคือ การกระทำทางการเมืองย่อมต้องมีความรู้ในเรื่องสิ่งที่ดีละสิ่งที่เลวเป็นเครื่องชี้ทางเสมอ
สรุปความได้ว่า แม้ว่าโสกราติสจะมิใช่ปรัชญาเมธีคนแรก แต่โสกราติส คือ บิดาของปรัชญาการเมืองอันเป็นสาขาของปรัชญาที่ว่าด้วยเรื่องใกล้ตัวมนุษย์มากที่สุด ปรัชญาการเมือง ณ จุดเริ่มต้นจึงหมายถึง ความพยายามที่จะทดแทนความเห็นในเรื่องธรรมชาติของการเมืองด้วยความรู้ในเรื่องธรรมชาติของสิ่งที่เป็นการเมือง ทั้งยังเป็นความพยายามที่จะรู้ทั้งธรรมชาติของสิ่งที่เป็นการเมือง และระเบียบทางการเมืองที่ถูกต้องที่ดีด้วยพร้อมๆกัน
๒.ลักษณะของปรัชญาการเมืองคลาสสิก
ลักษณะของปรัชญาการเมืองคลาสสิกมีอย่างน้อย ๓ ประการ คือ ๑)การแสวงหาคำตอบว่า ระเบียบทางการเมืองที่ดีที่สุดเป็นสากล ๒)การเน้นเรื่องรัฐที่ดีที่สุด และ ๓)การแยกแยะระหว่างความรักในสิ่งที่เป็นของตนเองและความรักในสิ่งที่ดีออกจากกัน ดังจะได้อธิบายตามลำดับดังต่อไปนี้
๑) การแสวงหาคำตอบว่า ระเบียบทางการเมืองที่ดีที่สุดเป็นสากล
ลักษณะสำคัญประการแรกของปรัชญาการเมืองที่โสกราติสเป็นผู้ริเริ่มและที่ซึ่งสืบทอดผ่านมาทางเพลโตและอริสโตเติล (หรือที่เรียกรวมๆว่าปรัชญาการเมืองคลาสสิก) อยู่ที่การแสวงหาคำตอบว่า ระเบียบทางการเมืองที่ดีที่สุดเป็นสากลนั้นเป็นอย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่น่าสังเกตต่อไปอีกด้วยว่า ปรัชญาการเมืองคลาสสิกพิจารณาประเด็นทางการเมืองและประเด็นทางศีลธรรมจากแง่มุมของความสมบูรณ์ของมนุษย์เป็นหลัก กล่าวคือ ปรัชญาเมธีคลาสสิกทั้งหลายเห็นพ้องต้องกันว่า เป้าหมายสูงสุดของชีวิตการเมือง คือ คุณธรรม
ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่น่าประหลาดใจที่ปรัชญาการเมืองคลาสสิกไม่ได้ยกย่องสรรเสริญความเสมอภาคหรือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยว่าเป็นสิ่งสูงสุด ปรัชญาเมธีคลาสสิกไม่ใช่ผู้นิยมความเสมอภาค สำหรับพวกเขาแล้วมนุษย์ทุกคนใช่ถูกสร้างมาโดยธรรมชาติให้มีความโน้มเอียงต่อคุณธรรมอย่างเท่าเทียมกัน จากทรรศนะของปรัชญาเมธีคลาสสิกรัฐที่ดีที่สุดจึงได้แก่รัฐที่มีการปกครองแบบอภิชนาธิปไตย (Aristocracy) หรือรัฐผสม (Mixed regime)
๒) การเน้นเรื่องรัฐที่ดีที่สุด
ความสำคัญของการเน้นเรื่องรัฐที่ดีที่สุดนั้น ส่วนหนึ่งอยู่ที่ความรู้เรื่องรัฐที่ดีที่สุดนั้นจำเป็นสำหรับการชี้แนะแนวทางการเมืองที่ถูกต้อง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ปรัชญาเมธีคลาสสิกยอมรับว่าโอกาสที่จะได้มาซึ่งรัฐที่ดีที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับโอกาสและขึ้นอยู่กับโชคชะตา เช่นเดียวกับที่โสกราติสใน Republic ของเพลโตกล่าวว่า เมื่อราชากลายเป็นปรัชญาเมธีหรือเมื่อปรัชญาเมธีกลายเป็นราชาเท่านั้นที่รัฐที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นได้ การตระหนักในโอกาสของความเป็นไปได้ของรัฐในอุดมคตินี้เองทำให้ปรัชญาการเมืองคลาสสิก(ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องของความฝัน) กลายเป็นบทวิจารณ์อันสำคัญสำหรับความใฝ่ฝันในทางการเมือง หรืออย่างที่เรียกกันในปัจจุบันว่า “ยูโทเปีย” ทางการเมือง
๓) การแยกแยะระหว่างความรักในสิ่งที่เป็นของตนเองและความรักในสิ่งที่ดีออกจากกัน
ปรัชญาการเมืองคลาสสิกตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เป็นของตนเอง แต่ก็ไม่เคยยอมรับว่าเป็นสิ่งที่เป็นของตนเองจะต้องอยู่เหนือสิ่งที่ดี และแม้ว่าการที่คนส่วนใหญ่ที่แนวโน้มที่จะนิยมเฉพาะสิ่งที่เป็นของตนมากกว่าอย่างอื่น จะทำให้การแยกแยะดังกล่าวของปรัชญาการเมืองคลาสสิกกลายเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายในทางการเมือง แต่จากแง่ของความจริงนี่ก็เป็นสิ่งจำเป็น ปัญหาสำคัญในทางปฏิบัติของปรัชญาเมธีคลาสสิกทั้งหลายจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรคำสอนเกี่ยวกับรัฐที่ดีที่สุดของตนจึงจะไม่เป็นการทำลายล้างความจงรักภักดีที่พลเมืองมีต่อรัฐปัจจุบัน ซึ่งย่อมเป็นรัฐที่ไม่สมบูรณ์เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐที่ดีที่สุด
๓.ลักษณะของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่
๑) เป็นปฏิกิริยาต่อผลของคริสต์ศาสนาที่แตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆและการปฏิเสธโครงร่างของปรัชญาการเมืองคลาสสิกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในศตวรรษที่ ๑๖ ละศตวรรษที่ ๑๗ นั้น อาจพิจารณาได้ว่าเป็นปฏิกิริยาต่อผลของคริสต์ศาสนาที่แตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆ (อันเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งของสงครามกลางเมืองและสงครามระหว่างรัฐต่างๆที่ไม่หยุดหย่อน) และทั้งหมดนี้อาจเชื่อมโยงไปว่าเป็นผลมาจากความคิดดั้งเดิมของเพลโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานของมาเคียเวลลีและฮอบส์นั้น ปรากฏชัดว่าเป็นการเขียนต่อต้านผลลัพธ์ทางการเมืองของการยึดตามอุดการณ์ของคริสต์ศาสนา อันมีรากฐานอยู่ในปรัชญาการเมืองคลาสสิกอีกที เพราะถึงแม้ว่าปรัชญาเมธีสมัยใหม่จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีร่วมกัน ก็คือ การปฏิเสธโครงร่างของปรัชญาการเมืองคลาสสิกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
๒) มาเคียเวลลีให้พิจารณาทุกอย่างจากแง่ของ ”ความเป็นจริง”
สำหรับบิดาของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ คือ มาเคียเวลลี มีทรรศนะว่า ข้อผิดพลาดประการสำคัญของปรัชญาการเมืองคลาสสิกอยู่ตรงที่การเมืองคลาสสิกเริ่มต้นจากความคิดที่ว่ามนุษย์ควรจะมีชีวิตอย่างไร มาเคียเวลลีเห็นว่า การเริ่มต้นที่จุดดังกล่าวนำเราไปได้อย่างมากก็แค่การพรรณนาถึงรัฐที่ดีที่สุดที่มีโอกาสจะเป็นไปได้ในชีวิตจริง การเน้นคุณธรรมว่าเป็นวัตถุประสงค์ของสังคมก็มีแต่จะทำให้สังคมอ่อนแอลง แทนที่จะยึดถือตามข้อสมมติฐานของปรัชญาการเมืองคลาสสิกที่ว่า ศีลธรรมเป็นสิ่งที่มีตัวตน หรือเป็นสิ่งที่มีพลังในจิตของมนุษย์ มาเคียเวลลีกลับเสนอให้พิจารณาทุกอย่างใหม่หมด คือ ให้พิจารณาทุกอย่างจากแง่ของความเป็นจริง ตามนัยนี้ มนุษย์ไม่ใช่สัตว์การเมือง และไม่ได้มีแนวโน้มที่จะมีคุณธรรมโดยธรรมชาติ ในทางตรงกันข้ามมนุษย์เป็นสัตว์ที่เลวและจะต้องถูกบังคับให้เป็นคนดี คุณธรรมไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม กล่าวคือ ”คุณธรรม” ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ได้การศึกษาและการอบรม
๓) โธมัส ฮอบส์ มีงานเขียนที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ถัดจากมาเคียเวลลี
ในงานเขียนของธัส ฮอบส์ ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างยิ่งต่อปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ถัดจากมาเคียเวลลี เราพบว่าเป้าหมายในการโจมตี เช่น การแยกแยะระหว่างรูปแบบการปกครองที่ดีและรูปแบบการปกครองที่เลวของอริสโตเติล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแยกแยะระหว่างราชาธิปไตยกับทรราชย์นั้นเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถคิดฆ่าผู้ปกครองได้ด้วยตนเองตามความเห็นของมาเคียเวลลี อันได้แก่ ปรัชญาและคริสต์ศาสนาก็ยังคงมีความสำคัญ สำหรับฮอบส์ ปรัชญาซึ่งได้แก่การสะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับธรรมชาติ และคริสต์ศาสนาอันหมายถึงความศรัทธาในสิ่งที่มองไม่เห็นนั้น ล้วนแล้วแต่มีผลร้ายต่อสันติสุขในสังคมด้วยกันทั้งคู่ เพราะมันทำให้มนุษย์หันไปเชื่อสิ่งซึ่งจริงๆแล้วเป็นความเห็นส่วนตัว ในเรื่องที่เกี่ยวกับคุณธรรมและความชั่วหรือสิ่งที่ดีและสิ่งที่เลวอันส่งผลให้เกิดความไม่สงบขึ้น
ตามความเห็นของฮอบส์ ข้อบกพร่องสำคัญของปรัชญาการเมืองคลาสสิกอยู่ที่ว่าปรัชญาการเมืองไม่สามารถทำให้ข้อสงสัยท้วงติงหมดไปได้ เพื่อที่จะให้ ”ปัญญา” ลักษณะเป็นตัวตนอันไม่มีใครอาจปฏิเสธได้ ส่วนข้อบกพร่องอีกประการหนึ่งของปรัชญาการเมืองคลาสสิก ก็คือ ข้อสมมติฐานที่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์การเมืองโดยธรรมชาติ เพราะจากข้อสมมติฐานนี้ ปรัชญาเมธีคลาสสิกได้ใช้เป็นอ้างต่อไปว่า มนุษย์จะไม่สามารถบรรลุถึงซึ่งความสมบูรณ์แห่งธรรมชาติตนเองได้ นอกจากจะอาศัยสังคมการเมือง เพราะฉะนั้นสังคมการเมืองจึงต้องมีมาก่อนตัวบุคคลและกิจกรรมที่สมควรของมนุษย์ในสังคมจึงต้องปรากฏออกมาในรูปของหน้าที่ใช้สิทธิ
๔) จอห์น ล็อค รับเอาเค้าโครงทางความคิดของฮอบส์ไปเกือบทั้งหมด
สำหรับจอห์น ล็อค นั้น ถึงแม้ว่าจะมีบทสรุปที่ต่างกัน แต่ก็เห็นได้ง่ายว่า ล็อครับเอาเค้าโครงทางความคิดของฮอบส์ไปเกือบทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมีอยู่จุดเดียวเท่านั้น คือ ส่วนที่ว่าด้วยทรัพย์สิน ล็อคตระหนักว่าสิ่งที่มนุษย์ต้องการเพื่อใช้พิทักษ์รักษาชีวิตของตนเองนั้น น่าจะเป็นอาหารหรือทรัพย์สินมากกว่าอาวุธ เพราะฉะนั้นตามความคิดของล็อคแล้วความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่จึงแปรสภาพไปเป็นความต้องการในทรัพย์สิน ความปรารถนาที่จะเข้าถึงสิทธิในการมีชีวิตอยู่ก็กลายเป็นสิทธิที่จะมีทรัพย์สินอันไม่จำกัด
๕) ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่เบี่ยงเบนเบนในยุคของรุสโซ
ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ซึ่งเบี่ยงเบนจากพิจารณาเป้าหมายสุดท้ายของมนุษย์มาเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์แทนนี้ บรรลุถึงขั้นสูงสุดแห่งกระบวนการดังกล่าวด้วยความคิดของรุสโซ ผู้ซึ่งถือเอาว่าแม้แต่สภาพธรรมชาติก็มิได้ชี้นำให้เห็นถึงเป้าหมายอะไรในสังคมการเมือง นอกจากตัวธรรมชาตินั้นเอง รุสโซแถลงว่า เขาพยายามจะกลับไปหาโลกที่มาก่อนโลกของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ แต่จริงๆแล้วสิ่งที่รุสโซให้กับคนรุ่นหลังกลับกลายเป็นแนวทางของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ ที่ห่างไกลออกไปจากปรัชญาการเมืองคลาสสิก ยิ่งกว่าปรัชญาการมืเองในสมัยศตวรรษที่ 17 และศตวรรษที่ 18 เป็นอยู่เสียอีก เพราะตามแนวความคิดของฮอบส์และล็อคนั้น สิทธิโดยธรรมชาติของมนุษย์ยังคงสถานะเดิมอยู่แม้เมื่อได้เกิดสังคมการเมืองขึ้นแล้ว นั่นคือ กฎแห่งธรรมชาติ(Natural law) ยังคงเป็นมาตรฐานสำหรับกฎหมายที่เป็นตัวตนอยู่
๔. ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่และโลกปัจจุบัน
สำหรับปรัชญาเมธีสมัยใหม่นั้น สังคมที่ดีขึ้นหรือเจริญขึ้นย่อมขึ้นอยู่กับสถาบันในสังคม เช่น สถาบันการปกครองหรือสถาบันทางเศรษฐกิจเป็นใหญ่ ไม่ใช่การอบรมบ่มนิสัยสร้างบุคคลอย่างที่ปรัชญาเมธีคลาสสิกยึดถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในอันที่จะเอาชนะธรรมชาตินั้น จะทำให้มนุษย์มีอำนาจากขึ้นในการตอบสนองความต้องการของตน (ซึ่งจะยังผลให้สิทธิโดยธรรมชาติของมนุษย์ที่จะรักษาชีวิตของตนให้อยู่อย่างสะดวกสบายตามความหมายของจอห์น ล็อค เป็นสิ่งที่เป็นไปได้) แต่ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า เป็นสิ่งที่ควบคู่ไปกับการก่อให้เกิดปัญหาอันเนื่องมาจากวิทยาศาสตร์เอง ความตึงเครียดอันเกิดจากความหวาดระแวงของคนทั้งโลกว่า สงครามนิวเคลียร์อาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ และโดยไม่ได้ตั้งใจของคู่พิพาทเอง ย่อมเป็นประจักษ์พยานอันดีถึงความหวาดระแวงของเราว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (ที่มีอำนาจในการสร้างสรรค์และการทำลาย) ไม่ได้เกิดขึ้นในอัตราส่วนเดียวกับความก้าวหน้าทางคุณธรรมของมนุษย์
สรุปความได้ว่า ลักษณะสำคัญของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ เป็นปฏิกิริยาที่มีต่อผลของคริสต์ศาสนาที่แตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆ และยังได้ปฏิเสธโครงร่างของปรัชญาการเมืองคลาสสิกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่มีรากฐานมาจากแนวความคิดทางการเมืองของปรัชญาเมธีคนสำคัญ คือ มาเคียเวลลี, โฮมัส ฮอบส์, จอห์น ล็อค และ ฌอง ฌาค รุสโซ
เมื่อได้ศึกษาหัวข้อบรรยาย ความหมายและลักษณะของปรัชญาการเมือง ทำให้เราได้ทราบถึง 1)ความหมายของปรัชญาการเมือง 2) ลักษณะปรัชญาการเมืองคลาสสิก. 3)ลักษณะของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ และ 4)ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่และโลกปัจจุบัน ดังที่ได้แจกแจงนำเสนอมาแล้วข้างต้นนั้นแล้ว
คำถามท้ายบทเรียน
๑.จงให้ความหมายของปรัชญาการเมือง และจงบอกถึงลักษณะของปรัชญาการเมืองคลาสสิก มาอย่างละเอียด
๒. จงบอกถึงลักษณะของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่และปรัชญาการเมืองสมัยใหม่และโลกปัจจุบัน มาอย่างละเอียด
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น