วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

๐๓ กำเนิดรัฐและองค์ประกอบของรัฐ

๐๓ กำเนิดรัฐและองค์ประกอบของรัฐ ใบสัปดาห์นี้จะได้นำเสนอเรื่องของรัฐซึ่งมีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้อง คือ ๑) ทฤษฎีการกำเนิดรัฐ และ ๒) องค์ประกอบของรัฐ ดังจะได้อธิบายตามลำดับดังต่อไปนี้ ๑.ทฤษฎีการกำเนิดรัฐ ทฤษฎีกำเนิดรัฐตามทัศนะของนักรัฐศาสตร์มีหลายทฤษฎี ดังต่อไปนี้ ๑) ทฤษฎีเทวสิทธิ์ ๒)ทฤษฎีการแบ่งงาน ๓) ทฤษฎีสัญชาตญาณ ๔) ทฤษฎีสัญญาประชาคม ๕) ทฤษฎีอภิปรัชญา ๖) ทฤษฎีทางกฎหมาย ๗) ทฤษฎีวิวัฒนาการ และ๘) ทฤษฎีพลกำลัง ๑)ทฤษฎีเทวสิทธิ์ (Devine Right Theory) ทฤษฎีนี้อธิบายตามแนวความเชื่อในคริสต์ศาสนาที่เชื่อว่า พระเจ้าสร้างรัฐและทุกสรรพสิ่งบนโลก รัฐเป็นการบันดาลตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าว่า เพื่อให้มีอำนาจในการควบคุมมนุษย์ มนุษย์ไม่ได้สร้างรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ คือ องค์ประกอบของรัฐ ผู้ปกครองรัฐเป็นตัวแทนของพระเจ้า ทุกคนจะต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้ปกครองรัฐ การล่วงละเมิดฝ่าฝืนถือว่ามีโทษและเป็นบาป ๒) ทฤษฎีการแบ่งงาน (Division of Labor Theory) ทฤษฎีนี้ถือว่า รัฐเกิดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ควบคมุการแบ่งงาน เพราะมนุษย์ในสังคมมีภาระหน้าที่รับผิดชอบมากมายหลากหลายสลับซับซ้อน รัฐจึงจำเป็นต้องมีอำนาจในการควบคุมดูแลการแบ่งงาน หากไม่มีรัฐแล้วจะเกิดความสับสนวุ่นวาย เพราะขาดกลไกในการขับเคลื่อนไปในทิศทางที่พึงประสงค์ ๓)ทฤษฎีสัญชาตญาณ หรือทฤษฎีธรรมชาติ (Instinct or Natural Theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่า รัฐเกิดจากสัญชาตญาณตามธรรมชาติของมนุษย์ ที่ไม่อาจจะอยู่โดดเดี่ยวตามลำพังได้ การอยู่รวมกันเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ก่อให้เกิดชุมชนและสังคมมนุษย์ขึ้น อันได้แก่ รัฐ ๔) ทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social Contract Theory) ทฤษฎีนี้มีแนวคิดว่า มนุษย์เป็นผู้ตกลงยินยอมทำสัญญาสังคมเพื่อก่อตั้งรัฐขึ้นมา โดยมอบอำนาจอธิปไตยแต่บุคคลที่ 3 ใช้อำนาจแทน ซึ่งมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราช มอบให้พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจโดยเด็ดขาด (Absolute Government) ในการปกครอง ตามแนวคิดของโธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbs) และรูปแบบประชาธิปไตย โดยมอบอำนาจอธิปไตยให้ผู้แทนทำหน้าที่ใช้อำนาจอธิปไตย ทั้งด้านบริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ เมื่อมอบให้ทำหน้าที่แล้วสามารถเรียกคืนได้ ตามแนวคิดของจอห์น ล็อค ว่าเป็นสาเหตุของการเกิดรัฐ หมายถึงสังคมและรัฐเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ยอมสละสิทธิ์และยินยอมยกสิทธิ์ให้แก่องค์กรทั้ง 3 ทำหน้าที่แทนประชาชน ขั้นตอนดังกล่าวถือว่าเป็นสัญญาประชาคม เป็นเหตุให้เกิดสังคมและรัฐ ๕) ทฤษฎีอภิปรัชญา (Metaphysical Theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่า รัฐมีสภาพพิเศษแตกต่างจากสังคมมนุษย์ทั่วไป เป็นสภาพนามธรรม จับต้องสัมผัสไม่ได้ เป็นสภาวะที่มีอยู่จริง มีตัวตนเป็นเอกเทศจากสังคมมนุษย์ธรรมดา มีสภาพเฉพาะของตนเอง รัฐเป็นอมตะ คงอยู่ตลอดกาล มนุษย์เกิดมาเพื่อรัฐ แม้มนุษย์จะตายไป แต่รัฐจะต้องคงอยู่ ๖) ทฤษฎีทางกฎหมาย (Legal or Juristic Theory) ทฤษฎีนี้ถือว่า เมื่อประชากรมาอยู่รวมกันในสังคมเป็นจำนวนมากขึ้น ย่อมมีการออกกฎเกณฑ์ ข้อบังคับและบทบัญญัติต่างๆขึ้นมาใช้บังคับให้คนอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข องค์กรที่ออกบทบัญญัติ และมีอำนาจใช้บทบัญญัติ หรือกฎหมายนั้น ก็คือ รัฐนั่นเอง ๗)ทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary Theory) การกำเนิดรัฐตามทฤษฎีนี้ คือ รัฐเกิดจากการที่มนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีวิวัฒนาการติดต่อกันเป็นระยะเวลานานตามลำดับ จากกลุ่มเล็กๆ เริ่มจากกลุ่มวงศาคณาญาติ ขยายเป็นเผ่าพันธุ์ วิวัฒนาการเป็นนครรัฐ คือ รวมเผ่าพันธุ์หลายๆเผ่าเข้าด้วยกัน มีการรวบรวมหลายๆนครรัฐเข้าด้วยกัน วิวัฒนาการเป็นจักรวรรดิ คือ อาณาจักรที่กว้างใหญ่ เมื่ออาณาจักรอันกว้างใหญ่ดังกล่าวเสื่อมอำนาจลง มีการแบ่งแยกออกเป็นหลายๆรัฐ หรือประเทศปกครองตนเอง ๘)ทฤษฎีพลกำลัง (Force Theory) ทฤษฎีนี้มีทัศนะว่า รัฐเกิดขึ้นจากการใช้กำลังหรือใช้อำนาจของผู้ที่มีความเข้มแข็งกว่ายึดครองดินแดน หรือประเทศที่อ่อนแอกว่าให้อยู่ภายใต้อำนาจ อำนาจเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดรัฐ เพราะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดอำนาจการปกครอง นิติบัญญัติ และตุลาการ ๒.องค์ประกอบของรัฐ เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ อธิบายว่า รัฐ คือ สมาคมของมนุษย์จำนวนหนึ่ง ครอบครองดินแดนแห่งหนึ่งที่มีขอบเขตแน่นอน รวมกันอยู่ภายใต้รัฐบาลหนึ่ง ถ้าเป็นกิจการภายในเป็นองค์การแสดงออกซึ่งอธิปไตย แต่ถ้าเป็นกิจการภายนอกเป็นอิสระจากการบังคับบัญชาของรัฐบาลอื่น ฉะนั้น เมื่อพิจารณาถึงคำจำกัดความของรัฐข้างต้นจะทราบว่า องค์ประกอบสำคัญของรัฐมีอยู่ ๔ ประการด้วยกัน กล่าวคือ ๑) ประชากร ๒) ดินแดน ๓) รัฐบาล และ ๔) อำนาจอธิปไตย ๑)ประชากร (Population) ทุกรัฐจะต้องมีประชากรอาศัยอยู่จึงจะป็นรัฐได้ และในขณะเดียวกันประชาชนที่ไม่มีดินแดนต้องร่อนเร่พเนจรก็ไม่อาจถือว่าเป็นรัฐได้ ประชากรที่กล่าวถึงนี้มีแหล่งทำมาหากิน และดำรงชีวิตภูภายในขอบเขตที่เรียกว่ารัฐ สำหรับจำนวนประชากรนั้นไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอนว่าจะต้องมีประชากรเท่าใดจึงจะเรียกว่ารัฐได้ อริสโตเติล (Aristotle) กล่าวว่า พลเมืองจำนวนหมื่นหรือแสนเป็นจำนวนที่ไม่เหมาะสมที่จะถือว่าเป็นรัฐที่ดี เพราะมีจำนวนมากเกินไป รัฐที่ดีควรจะมีประชากรประมาณห้าพันคน สืบต่อมาอีกหลายศตวรรษ รุสโซ(Rousseau) ชาวฝรั่งเศสมีความคิดว่า จำนวนพลเมืองหนึ่งแสนคนเป็นจำนวนที่เหมาะสมที่จะจัดตั้งรัฐ จะเห็นได้ว่า นักรัฐศาสตร์ทั้งสองคนมีแนวความคิดตรงกันว่า จำนวนประชากรน้อยนั้นทำให้เกิดรัฐที่เหมาะสมและทีดีได้ อันเป็นรากฐานที่สนับสนุนให้เกิดหน่วยการปกครองท้องถิ่นอันได้แก่ เทศบาล เป็นต้น อย่างไรก็ดี จำนวนประชากรของแต่ละรัฐย่อมมีความแตกต่างกันมากมาย เช่น รัฐวาติกัน (Vatican State) มีพลเมืองประมาณหนึ่งพันคน อินเดียมีประชากรประมาณหนึ่งพันสามร้อยหกสิบหกล้านคน และสาธารณรัฐประชาชนจีนมีประชากรถึงหนึ่งพันสามร้อยเก้าสิบแปดล้าน ฉะนั้นขนาดของประชากรที่จะเป็นองค์ประกอบของรัฐนั้นจะมีจำนวนเท่าใดต้องพิสูจน์ได้ว่า ประชากรเหล่านั้นสามารถเลี้ยงตัวเองและสามารถปกครองตัวเองก็เป็นรัฐได้ ๒)ดินแดน (Territory) รัฐจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีดินแดนอันแน่นอน ชาวยิวเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ กล่าวคือ ในสมัยก่อนยังไม่มีรัฐยิวที่แน่นอนทั้งๆที่มีคนยิวจนในค.ศ. 1948 จึงได้มีการประกาศตั้งเป็นประเทศอิสราเอลในปาเลสไตน์ การมีดินแดนที่มีเส้นพรมแดนหรือเส้นเขตแดนอันเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นานประเทศ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือโยสนธิสัญญา หรือการรับรองขององค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกัน และดินแดนอาจแบ่งเขตได้ 2 ทาง คือ การแบ่งเขตตามสภาพธรรมชาติ และการแบ่งเขตโดยการกำหนดขึ้นเอง อนึ่ง คำว่า ดินแดน นี้หมายถึงพื้นดิน ทะเล และเขตท้องฟ้าเหนือพื้นดิน ฉะนั้นอำนาจการปกครองของรัฐจึงอยู่เหนือดินแดนภายในรัฐ ๓)รัฐบาล (Government) คำว่ารัฐบาล คือ องค์การและผู้แทนขององค์การ ที่ดำเนินงานของรัฐเรียกว่ารัฐบาล อันถือว่าเป็นผู้ทำหน้าที่สาธารณะและเป็นเครื่องจักรที่รับปฏิบัติสนองเจตนารมณ์ของสาธารณชน จึงกล่าวได้ว่า กระทรวง ทบวง กรม ตลอดจนส่วนราชการต่างๆที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ตลอดจนสำนักงาน คณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งคนงานย่อมเป็นส่วนของรัฐบาลทั้งสิ้น และการจะมีรัฐบาลขึ้นนั้นจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากประชาชน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในรัฐ ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และเพื่อป้องกันการุกรานจากรัฐอื่น ตลอดจนการให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน เพราะฉะนั้นการมีรัฐบาลเป็นองค์การหรือสถาบันทางการเมือง เพื่อจัดการปกครองรัฐให้มีระเบียบแบบแผน โยมุ่งหวังที่จะได้รับการรับรองจากรัฐอื่น ซึ่งจะทำให้สามารถติดต่อสัมพันธ์ทางด้านการทูตในฐานะที่ทัดเทียมกัน อันจะก่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและนำมาซึ่งสันติสุขของโลก จึงกล่าวได้ว่า รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการสร้างกฎหมายและการรักษากฎหมาย ทั้งของรัฐเองและกฎหมายระหว่างประเทศพร้อมกันด้วย ๔)อธิปไตย (Sovereignty) องค์ประกอบประการสุดท้สายของรัฐ คือ อำนาจอธิปไตย และการมีอำนาจอธิปไตยนี้เองทำให้รัฐบาลมีความแตกต่างไปจากองค์การสังคมอื่นๆ ความหมายอย่างง่ายๆของอำนาจอธิปไตย ก็คือ อำนาจสูงสุด หรืออำนาจทางกฎหมายที่มีลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อย่างไรก็ดี คำว่า อำนาจอธิปไตย นี้เป็นที่โต้เถียงกันมาก กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งว่า อำนาจอธิปไตยนั้นไม่มีขอบเขตอันจำกัด แบ่งแยกมิได้ และเด็ดขาด แต่อีกฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่า อำนาจอธิปไตยนั้นจะมีสภาพไม่จำกัดหรืออำนาจเด็ดขาดนั้นยังยากที่จะเข้าใจอยู่ เพราะอำนาจสาธารณะทุกอย่างย่อมมีขอบเขตจำกัดและย่อมต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งย่อมถูกจำกัดอยู่อย่างเห็นได้ชัดแล้ว สมควรเรียกว่า Legal Sovereignty คือ เป็นที่รวมอำนาจที่ผู้ปกครองหรือผู้บริหารชุมชนทางการเมืองได้ใช้ในการบริหารอันประกอบด้วย 1) อธิปไตยภายใน หมายถึง อำนาจสูงสุดทางกฎหมายเหนือบุคคลทั้งหลายตลอดจนเจ้าหน้าที่ภายในรัฐ และ 2) อธิปไตยภายนอก หมายถึง อำนาจที่เป็นอิสระจากการควบคุมภายนอก คำถามท้ายบทเรียน ๑.จงกล่าวถึงทฤษฎีการกำเนิดรัฐ ๒.จงกล่าวถึงองค์ประกอบ ๔ อย่างของรัฐ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Google Analytics

บทความที่ได้รับความนิยม